♧♧.....natureshop.....♧♧


แนะนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามอาการ

สมุนไพรสร้างเสริมสุขภาพ

รับจัดยาหม้อ สมุนไพรรักษามะเร็ง

เวชสำอางรักษาสิวฝ้ากระ

ผักอัดเม็ด
  

G-herb สมุนไพรรักษามะเร็ง : หมอสมหมาย ทองประเสริฐ

ยาปลูกผม-รักษาผมร่วงผมบาง-แก้ปัญหาหัวล้าน-เร่งผมยาว-นครหลวงการแพทย์

บทความสุขภาพน่าอ่าน

การชำระเงิน

ทำความรู้จักโรคเบาหวานเพื่อรับมือป้องกันและรักษา

ทำความรู้จักโรคเบาหวานเพื่อรับมือป้องกันและรักษา

โรคเบาหวานเป็นอีกหนึ่งโรคที่ขึ้นชื่อว่าฮิตที่สุดซึ่งหลายคนมักจะได้ยินคุ้นหูกันอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะคนไทยเราป่วยด้วยโรคเบาหวานมากถึง 2-3 ล้านคน ทั้งยังมีแนวโน้มป่วยกันมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย สำหรับโรคเบาหวานนี้จัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของโรคที่คุกคามชีวิตคนไทยมากที่สุดไม่แพ้โรคอื่นและสามารถตรวจพบได้กับคนทุกวัยกัน ที่น่าใจหายไปกว่านั้นคือในปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนหลายรายที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน แต่กลับไม่รู้ว่าตัวเองป่วยจึงทำให้ขาดการละเลยใส่ใจเรื่องของการดูแลสุขภาพให้ถูกวิธีจึงกลายเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำใหเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคที่รุนแรงตามมาภายหลัง เพราะฉะนั้น เรามาสำรวจกันดีกว่านะคะว่าร่างกายของเรามีความเสี่ยงหรือเข้าข่ายในการเป็นโรคเบาหวานหรือเปล่า พร้อมกับทำความเข้าใจเรื่องโรคเบาหวานอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น หากพร้อมแล้ว ตามมาดูกันเลยค่ะ

โรคเบาหวาน (Diabetes Millitus) เป็นโรคที่เกิดจากตับอ่อนสามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ได้น้อยหรืออาจสร้างไม่ได้เลย ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้จะมีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายของคนเราสามารถเผาผลาญน้ำตาลเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงาน เมื่อร่างกายมีอินซูลินไม่เพียงพอน้ำตาลก็ไม่ได้ถูกนำไปใช้ส่งผลให้เกิดการคั่งค้างของน้ำตาลสะสมภายในเลือดและอวัยวะตามส่วนต่างๆ เมื่อระดับน้ำตาลคั่งค้างอยู่ในกระแสเลือดมากก็จะผ่านการขับกรองออกมาทางปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวานหรือมีมดขึ้นได้ โดยเราเรียกกันว่า ‘เบาหวาน’ นั่นเองค่ะ

การรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานถือว่ายังไม่มีการรักษาให้หายขาดได้และเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ทางพันธุกรรม โดยพ่อแม่ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานย่อมมีโอกาสถ่ายทอดโรคนี้ไปยังลูกหลานในอนาคตได้ค่อนข้างสูง และนอกจากการเกิดขึ้นของโรคทางพันธุกรรมแล้ว ปัจจัยการก่อให้เกิดโรคอย่างวิธีการดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร สิ่งแวดล้อมรอบตัวและการออกกำลังกาย เหล่านี้...ล้วนมีส่วนส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานได้ด้วยกันทั้งสิ้น เช่น หากรับประทานอาหารที่มีไขมันและความหวานมาก แต่ไม่ได้ออกกำลังกายจนร่างกายอ้วนมากเกินไปก็ย่อมส่งผลให้มีภาวะความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานสูงตามมาแน่นอน นอกจากนี้ การที่มีบุตรมาก การใช้ยาในกลุ่มสเตอรอยด์ ยาคุมกำเนิด ยาขับปัสสาวะหรืออาจพบร่วมได้กับโรคอื่นๆ เช่น โรคตับอ่อนเรื้อรัง มะเร็งในตับอ่อนและตับแข็งระยะสุดท้าย เป็นต้น

อาการทั่วไปของโรคเบาหวาน ผู้ป่วยมักจะมีอาการปัสสาวะออกมาบ่อยมาก เพราะน้ำตาลที่ขับออกมาทางไตมักดึงเอาน้ำจากเลือดออกมาพร้อมกัน ส่งผลให้ขับปัสสาวะออกมามากเกินกว่าปกติ และเมื่อถ่ายปัสสาวะมากก็ย่อมทำให้ร่างกายเกิดความรู้สึกกระหายน้ำจนต้องหมั่นดื่มน้ำบ่อยครั้ง อีกทั้งการที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถนำเอาน้ำตาลมาเผาเผลาญให้กลายเป็นพลังงานได้ ร่างกายจึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อและส่วนของไขมันที่สะสมอยู่ภายในร่างกายแทน ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ร่างกายผู้ป่วยซูบโทรมผ่ายผอม ไร้ซึ่งกล้ามเนื้อหรือไขมัน เพราะกล้ามเนื้อจะฝ่อลีบและมักเกิดอาการอ่อนเพลีย หมดแรงอยู่บ่อยๆ นอกจากนี้ การที่น้ำตาลคั่งค้างภายในอวัยวะต่างๆ ย่อมทำให้อวัยวะเหล่านั้นได้รับความผิดปกติไปพร้อมกัน กระทั่งกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางของการเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมามากมาย

ประเภทของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ซึ่งทั้ง 2 ประเภทนี้จะมีอาการ สาเหตุ ความรุนแรงและวิธีการรักษาโรคที่แตกต่างกันไป ได้แก่
1. โรคเบาหวานประเภทพึ่งอินซูลิน (Insulin-dependent diabetes)
โดยเป็นประเภทที่มีการค้นพบได้น้อย แต่มักมีความรุนแรงและมีอันตรายสูง ส่วนมากพบในเด็กและผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี แต่ขณะเดียวกัน ก็สามารถตรวจได้กับผู้สูงอายุได้บ้างเช่นเดียวกัน ตับอ่อนของผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทนี้จะสร้างฮอร์โมนอินซูลินแทบไม่ได้เลยหรืออาจสร้างได้น้อยมาก โดยเชื่อว่าร่างกายจะมีการสร้างภูมิต้านทานขึ้นเพื่อต่อต้านตับอ่อนด้วยตัวเองจนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้นั่นเอง ซึ่งเรามักเรียกกันว่า ‘โรคภูมิแพ้ตัวเอง’ (autoimmune) ซึ่งได้รับความผิดปกติมาจากทางพันธุกรรมพร้อมเกิดร่วมกับการติดเชื้อหรืออาจได้รับสารพิษอันเกิดจากปัจจัยภายนอกร่วมด้วย

ผู้ป่วยเบาหวานจึงจำเป็นต้องได้รับการฉีดอินซูลินทดแทนเข้าสู่ร่างกายเป็นประจำทุกวันเพื่อช่วยให้ระบบเผาผลาญน้ำตาลสามารถยังคงทำงานได้ตามปกติ ไม่เช่นนั้นแล้ว ร่างกายจะทำการเผาผลาญไขมันและกล้ามเนื้อแทนจนส่งผลให้รูปร่างผอมแห้งทรุดโทรมไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งหากผู้ป่วยมีอาการของโรครุนแรงก็จะมีการคั่งค้างของสารคีโตน (Ketones) ของเสียซึ่งมีสาเหตุเกิดขึ้นเนื่องจากการเผาผลาญของไขมัน โดยสารนี้จะเป็นพิษต่อระบบประสาททำให้ผู้ป่วยมีอาการหมดสติลงและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็วขึ้น ซึ่งเราเรียกภาวะนี้กันว่า ‘ภาวะคั่งสารคีโตน’ หรือ ‘คีโตซิส’ (Ketosis)

2. โรคเบาหวานประเภทไม่ต้องพึ่งอินซูลิน (Non-insulin dependent diabetes)
มักพบได้กับผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ขณะเดียวกัน ก็สามารถพบได้ในวัยเด็กหรือวัยหนุ่มสาวบ้างเช่นกันซึ่งตับอ่อนในผู้ป่วยเบาหวานประเภทนี้ยังคงสามารถสร้างอินซูลินได้ แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการสำหรับร่างกายจึงส่งผลให้น้ำตาลที่เหลือใช้กลายมาเป็นเบาหวานต่อไป และบางครั้งหากมีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากก็อาจต้องฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายบ้างเป็นแบบครั้งคราว แต่ไม่ถึงกับต้องฉีดอินซูลินตลอดไปอีกทั้งผู้ป่วยจะไม่เกิดภาวะคีโตซิสเหมือนผู้ป่วยประเภทที่รับอินซูลินเข้าสู่ร่างกาย

อาการของผู้ป่วยโรคเบาหวาน
- ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักจะมีอาการปัสสาวะบ่อยและปริมาณปัสสาวะมักจะออกครั้งละมากๆ นอกจากนี้ ยังรู้สึกกระหายน้ำ ดื่มน้ำบ่อยครั้ง หิวอาหารบ่อยหรือมักทานข้าวในปริมาณมากเกินไป รวมถึงอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ผู้ป่วยบางรายปัสสาวะแล้วอาจสังเกตพบว่ามีมดขึ้น

- ถ้าเป็นผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ต้องพึ่งพาอินซูลินอยู่ อาการของโรคมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับน้ำหนักตัวจะเริ่มลดลงอย่างฮวบฮาบตามด้วย โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์หรือภายในหนึ่งเดือนเท่านั้น สำหรับในเด็กบางคนอาจจะมีอาการปัสสาวะรดที่นอนในเวลานอนตอนกลางคืนร่วมด้วย

- ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่ต้องพึ่งพาอินซูลิน อาการป่วยมักเกิดขึ้นแบบค่อยๆ เป็นไปแต่เป็นแบบเรื้อรัง โดยผู้ป่วยนั้นค่อนข้างจะมีรูปร่างอ้วน ผู้หญิงบางรายอาจมาพบแพทย์เพราะอาการคันตามช่องคลอดหรือมีอาการตกขาว สำหรับในรายที่เป็นไม่มากอาจพบว่าไม่ได้มีอาการใดผิดปกติชัดเจนและมีการตรวจพบด้วยความบังเอิญจากการตรวจปัสสาวะหรือจากการตรวจเลือดขณะที่ไปพบแพทย์ด้วยการตรวจรักษาโรคอื่นจึงได้ทราบว่าเป็นโรคเบาหวานภายหลัง

- ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการคันตามเนื้อตามตัว เป็นฝีเกิดขึ้นบ่อยหรือเป็นแผลเรื้อรังซึ่งรักษาได้หายขาดยาก

- ผู้ป่วยหญิงในบางรายที่ตั้งครรภ์อาจมีสิทธิ์คลอดบุตรที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าทารกธรรมดาทั่วไปหรืออาจเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษร่วมด้วยได้เช่นกัน และยังมีโอกาสคลอดบุตรที่เสียชีวิตแล้วโดยไม่ทราบสาเหตุด้วย

- ผู้ป่วยเบาหวานบางรายที่ป่วยมานานแล้วแต่ไม่ได้รับการรักษาอาจจะมาพบแพทย์เพื่อรักษาด้วยภาวะอาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น มีอาการชาหรือปวดแสบร้อนบริเวณปลายมือและปลายเท้า มีอาการตามัวลงเรื่อยๆ หรืออาจจะต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อยครั้งขึ้นรวมทั้งมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย เป็นต้น

อาการแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานมาเป็นระยะเวลานานแล้วมักจะเกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆ ขึ้นได้ หากไม่ได้เข้ารับการรักษาโรคอย่างจริงจังหรือปล่อยปละละเลยต่อไปจนเกิดเป็นเรื้อรังด้วยแล้ว ย่อมมีอาการแทรกซ้อนต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ซึ่งได้แก่

1. ตา มีความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกก่อนวัยอันควร ประสาทตาหรือจอตา (retina) เสื่อมหรืออาจมีอาการเลือดออกภายในวุ้นนัยน์ตา (vitreous hemorrhage) ส่งผลให้เกิดอาการตาพร่ามัวลงเรื่อยๆ ต่อเนื่องหรืออาจจะมองเห็นเป็นจุดๆ ดำลอยไปลอยมากระทั่งภาวะแทรกซ้อนนี้อาจมีความรุนแรงหนักถึงขั้นทำให้ตาบอดได้ในที่สุด

2. ระบบประสาท ผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจจะมีปลายประสาทเกิดการอักเสบ มีอาการชาหรือรู้สึกปวดร้อนบริเวณปลายมือปลายเท้าซึ่งอาจก่อให้เกิดแผลขึ้นที่เท้าได้ง่าย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการลุกลามมากจนเท้าเน่าไปเลยก็มี บางรายมีอาการวิงเวียนศีรษะง่ายเนื่องจากมีภาวะความดันต่ำแม้อยู่ในท่ายืน บางรายอาจไร้ความรู้สึกตอบสนองทางเพศ มีอาการท้องเดินในช่วงกลางคืนบ่อยหรือพบว่ากระเพาะปัสสาวะไม่ทำงานอาจกลั้นปัสสาวะเอาไว้ไม่อยู่หรือไม่มีแรงสำหรับเบ่งปัสสาวะนั่นเองค่ะ

3. ไตเสื่อมอย่างรวดเร็ว มักเสื่อมเร็วและง่ายจนกระทั่งเกิดภาวะไตวายได้ นอกจากนี้ ยังมีอาการตัวบวม ซีด ความดันโลหิตสูงซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ตรวจพบได้ค่อนข้างบ่อยทีเดียว

4. ผนังหลอดเลือดแดงแข็งตัว (atherosclerosis) อาการดังกล่าวส่งผลร้ายแรงต่อร่างกายโดยทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือดและหากหลอดเลือดบริเวณเท้าตีบแข็งตัวเลือดก็ย่อมไปหล่อเลี้ยงเท้าได้ไม่พอ อาจทำให้เท้าเย็นและเป็นตะคริวขึ้นได้หรือมีอาการปวดมากในขณะเดิน หากเท้าเป็นแผลก็จะหายช้าหรือส่งผลให้เท้าเน่าได้หากพบว่ามีการติดเชื้อที่เท้าร่วมด้วย

5. เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น เพราะร่างกายของผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำ เช่น วัณโรคปอด กรวยไตอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ช่องคลอดอักเสบ เกิดฝีพุพองบ่อยครั้ง บริเวณเท้ามีแผลและหายช้าจนอาจทำให้เท้าเน่าจนถึงขั้นต้องตัดนิ้วหรือขาที่มีแผลทิ้งไป เป็นต้น

คำแนะนำเพื่อการดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่อยู่ในภาวะความเสี่ยงคิดว่าตนเองอาจจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือมีภาวะน้ำตาลในเลือดผิดปกติ จากนี้เรามาดูคำแนะนำเพื่อดูแลตัวเองกันตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนี้ไปพร้อมกันนะคะ
1. เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องจริงจัง
เนื่องจากโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่อาศัยระยะเวลาในการรักษาติดต่อกันเป็นเวลานานหรืออาจจะต้องรักษากันตลอดชีวิต แต่หากผู้ป่วยได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างจริงจังก็ย่อมส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ ทำให้สามารถดำเนินชีวิตได้ทุกอย่างเหมือนคนทั่วไปปกติ แต่หากละเลยปล่อยข้ามไปไม่ดูแลรักษาอย่างจริงจังล่ะก็ย่อมเกิดอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จนถึงขั้นเสียชีวิตก็เป็นได้

2. ควบคุมน้ำหนัก ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรใส่ใจเรื่องน้ำหนักให้อยู่ในมาตรฐานคงที่ปกติไม่ปล่อยตัวให้อ้วน โดยควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งข้อปฏิบัตินี้เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยควรทำอย่างมาก โดยเฉพาะในบางรายที่อาการยังเป็นไม่มากนักหากปฏิบัติตามได้อย่างเคร่งครัดล่ะก็ ผู้ป่วยย่อมมีสุขภาพแข็งแรงและมีโอกาสหายขาดจากโรคเบาหวานได้โดยไม่ต้องผ่านการรักษาด้วยยาเลย พร้อมกันนี้ ผู้ป่วยควรงดอาหารที่มีผลต่อการกระตุ้นให้เกิดโรคหนักขึ้นดังต่อไปนี้
- ลดการบริโภคน้ำตาล อาหารหวานและขนมหวานทุกชนิด รวมถึงผลไม้ที่มีรสชาติหวาน น้ำผึ้ง น้ำหวาน น้ำอัดลมและสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

- ลดการทานอาหารประเภทแป้ง ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวเหนียว ก๊วยเตี๋ยว บะหมี่ วุ้นเส้น ขนมปัง เผือกและมัน เป็นต้น

- ลดการบริโภคอาหารประเภทที่อุดมด้วยไขมัน เช่น ของทอดมัน ขาหมู หมูสามชั้น เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารหรือขนมที่มีน้ำตาลสูงหรือใส่กะทิ แนะนำให้หันไปทานอาหารที่เน้นโปรตีน เนื้อแดง ไข่ไก่ นม ถั่วต่างๆ และพืชผักผลไม้ที่ไม่เน้นรสหวานจัดให้มากขึ้นแทนค่ะ

- ควรออกกำลังกายเป็นประจำ การออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคเบาหวานจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นได้ แต่ไม่ควรออกแบบหักโหมเกินไป ควรออกกำลังแบบเบาๆ เช่น การเดินเร็ว วิ่งเหยาะ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เล่นโยคะ มวยจีนและท่ากายบริหารต่างๆ เป็นต้น เท่านี้ก็ทำให้สุขภาพดีขึ้นมากแล้ว

3. เลิกสูบบุหรี่ให้เด็ดขาด ผู้ป่วยเบาหวานควรเลิกบุหรี่ให้ได้เด็ดขาด เพราะจะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงแข็งตัวเร็วขึ้น อันเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ขึ้นได้

4. ใส่ใจดูแลสุขภาพเท้าเป็นพิเศษ ผู้ป่วยเบาหวานควรระวังสุขภาพเท้าอย่าปล่อยให้เกิดบาดแผลหรือมีการอักเสบลุกลาม เนื่องจากบาดแผลนั้นๆ อาจจะติดเชื้อจนเน่าถึงขั้นต้องตัดนิ้วหรือตัดขาทิ้งกันเลยทีเดียว โดยผู้ป่วยสามารถนำตามข้อแนะนำในการดูแลเท้าได้ดังนี้ค่ะ
- ล้างเท้าให้สะอาดอยู่เสมอด้วยสบู่จากนั้นเช็ดให้แห้ง เน้นบริเวณซอกเท้าและไม่ควรถูแรงเกินไป
- การตัดเล็บเท้าที่ถูกต้องควรตัดตรงๆ ไม่ควรตัดมุมให้เป็นลักษณะโค้งมนและระวังไม่ควรตัดให้ถูกเนื้อจนเกิดแผล
- ไม่ควรเดินเท้าเปล่า ควรสวมรองเท้าตลอดเวลาหากเดินนอกพื้นบ้าน และระวังอย่าเดินเหยียบของมีคม หนามหรือแม้แต่ของร้อนและหากมีแผลเกิดขึ้นควรรีบทำความสะอาดล้างแผลทันที
- การสวมรองเท้าไม่ควรเลือกสวมรองเท้าประเภทที่แคบเกินไป หากใส่ไม่สบายเท้า ก่อให้เกิดความอึดอัดก็ควรเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่แทนทันทีและควรเลือกสวมรองเท้าที่ไม่รัดแน่นจนเกินไปด้วย
- กรณีผู้ป่วยเป็นหูดหรือตาปลาที่เท้า แนะนำให้แพทย์ทำการรักษาอย่างจริงจังและไม่ควรแกะหรือตัดหูดออกด้วยตัวเอง
- หากมีตุ่มพองหรือมีบาดแผลเกิดขึ้นที่เท้าหรือเกิดอาการอักเสบก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ไม่ควรปล่อยปละละเลยเอาไว้นาน

5. พกพาขนมหวานไว้ทานยามหน้ามืดเสมอ
ผู้ป่วยที่ต้องทานยาหรือยังต้องรับการฉีดยาเพื่อรักษาโรคเบาหวานอยู่ ในบางครั้งอาจจะเกิดภาวะน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำโดยมีอาการใจสั่นหวิวๆ หน้ามืด ตาลายมัวพร่า มีเหงื่อออกและมีอาการตัวเย็นเหมือนตอนหิวข้าว หากพบว่าอาการดังกล่าวเป็นมากขึ้นก็อาจจะส่งผลให้ผู้ป่วยถึงขั้นเป็นลมหมดสติหรือเกิดอาการชักขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดจึงต้องหมั่นคอยเฝ้าสังเกตดูอาการดังกล่าว ทั้งนี้ แนะนำให้พกพาขนมหวานติดตัวไว้ทานเป็นประจำ โดยหากรู้สึกว่าเริ่มมีอาการหน้ามืดใจสั่นหรืออาการต่างๆ ดังที่กล่าวไปเบื้องต้นก็ควรรีบทานของหวานทันทีก็จะช่วยให้อาการดีขึ้น ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดก็จะถูกปรับให้คงที่สมดุลปกติต่อไป

6. ตรวจปัสสาวะด้วยตัวเองเป็นประจำ
นับเป็นอีกวิธีการหนึ่งเพื่อให้ผู้ป่วยได้หมั่นสังเกตเพราะจะได้เป็นผลดีต่อการรักษาง่ายขึ้น พร้อมกันกับการตรวจเลือดเป็นประจำกับทางโรงพยาบาล เนื่องจากเป็นวิธีที่สามารถบอกผลการรักษาได้อย่างชัดเจนแน่นอน มากกว่าการเฝ้าสังเกตอาการแต่เพียงช่องทางเดียว

7. ไม่ควรซื้อยาชุดทานด้วยตัวเอง
เนื่องจากยาชุดบางชนิดมีผลช่วยกระตุ้นให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ หากมั่นใจว่ามีความจำเป็นต้องรับประทานยาชุดก็ต้องมั่นใจแน่นอนว่ายาดังกล่าวไม่มีผลต่อภาวะระดับน้ำตาลในเลือด

8. พกพาบัตรประจำตัวที่แนบข้อความของโรคผู้ป่วย
ผู้ป่วยควรมีบัตรประจำตัวหรืออาจจะมีกระดาษข้อความแผ่นเล็กๆ โดยเขียนข้อความไว้ว่า “เป็นผู้ป่วยโรคเบาหวาน” พร้อมกันกับบอกชื่อของยารักษาโรคที่ได้พกติดกระเป๋าไว้ เพื่อป้องกันการเป็นลมหมดสติ ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลที่ได้รับตัวผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจะได้ทราบถึงประวัติการเจ็บป่วยมาก่อนและเพื่อให้การรักษาเป็นไปได้อย่างทันท่วงทีนั่นเอง

9. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม
ผู้ที่ยังไม่ป่วยเป็นโรคเบาหวานสามารถดูแลใส่ใจสุขภาพเพื่อป้องกันโรคดังกล่าวได้ง่ายๆ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นทานผักผลไม้ที่ไม่มีน้ำตาลสูง ลดปริมาณการทานอาหารหวานๆ ไม่ควรปล่อยตัวให้มีรูปร่างอ้วน ควรหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำและทำจิตใจให้สบาย ปลอดโปร่ง ปราศจากเรื่องเครียดกังวลต่างๆ โดยเฉพาะกับผู้ที่มีสมาชิกภายในครอบครัวป่วยเป็นเบาหวานมาก่อน ยิ่งควรระมัดระวังตัวเองให้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีโอกาสป่วยเป็นโรคเบาหวานผ่านทางพันธุกรรมสูงอยู่แล้ว และทั้งนี้ควรเข้ารับการตรวจเช็คปัสสาวะ ตรวจเลือดบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อหาโรคเบาหวาน เพราะหากตรวจพบในระยะแรกเริ่มก็ยังสามารถควบคุมอาการของโรคไม่ให้ลุกลามหนักขึ้นได้

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานจากนี้คุณคงทราบถึงวิธีปฏิบัติและการดูแลใส่ใจสุขภาพตัวเองเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากเบาหวานไม่ใช่โรคร้ายแรงที่คุกคามเราจนเสียชีวิตหรือน่ากลัวเท่าโรคหัวใจและโรคมะเร็ง และหากเราควบคุมดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติหรือใกล้เคียงความสมดุลที่สุดก็ย่อมทำให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวได้เช่นเดียวกัน แต่สำหรับใครที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน หากสุขภาพยังคงแข็งแรงอยู่ก็อย่าลืมหมั่นเข้ารับการตรวจเช็คสุขภาพตามคำแนะนำจากเราเป็นประจำนะคะ เพื่อจะได้รับมือป้องกันภาวะการป่วยเบาหวานกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้รีบเร่งควบคุมโรคไม่ให้ลุกลามร้ายแรงต่อไป เท่านี้ชีวิตของเราก็ย่อมปลอดภัยหายห่วงจากโรคเบาหวานมากขึ้นกันแล้วค่ะ

ทำความรู้จักโรคเบาหวานเพื่อรับมือป้องกันและรักษา

ทำความรู้จักโรคเบาหวานเพื่อรับมือป้องกันและรักษา

ทำความรู้จักโรคเบาหวานเพื่อรับมือป้องกันและรักษา

ทำความรู้จักโรคเบาหวานเพื่อรับมือป้องกันและรักษา

ทำความรู้จักโรคเบาหวานเพื่อรับมือป้องกันและรักษา

ทำความรู้จักโรคเบาหวานเพื่อรับมือป้องกันและรักษา

ทำความรู้จักโรคเบาหวานเพื่อรับมือป้องกันและรักษา

♣♣................................................Natureshop.in.th คัดสรรสิ่งดีๆจากธรรมชาติมาให้คุณ.................................................♣♣

ระบบโดย OpenCart
Natureshop © 2018 | ภาษาไทยโดย Opencart2004