♧♧.....natureshop.....♧♧


แนะนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามอาการ

สมุนไพรสร้างเสริมสุขภาพ

รับจัดยาหม้อ สมุนไพรรักษามะเร็ง

เวชสำอางรักษาสิวฝ้ากระ

ผักอัดเม็ด
  

G-herb สมุนไพรรักษามะเร็ง : หมอสมหมาย ทองประเสริฐ

ยาปลูกผม-รักษาผมร่วงผมบาง-แก้ปัญหาหัวล้าน-เร่งผมยาว-นครหลวงการแพทย์

บทความสุขภาพน่าอ่าน

การชำระเงิน

ทุกเรื่องเกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

รู้จักโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

รู้จักโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ลำไส้ใหญ่เป็นอวัยวะที่ใช้สำหรับรองรับกากอาหารที่ร่างกายไม่ต้องการ เพื่อรอการกำจัดออกในรูปของอุจจาระ มีลักษณะทางกายวิภาคเป็นท่อกลวงที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อยาวประมาณ 5 ฟุต เริ่มจากท้องน้อยด้านขวาไปตามขอบของช่องท้อง ขึ้นไปใต้ตับ แล้วพาดผ่านใต้ลิ้นปี่ไปสู่ชายโครงซ้าย เพื่อเลี้ยวลงตามขอบของช่องท้องด้านซ้ายลงไปทางช่องเชิงกราน แล้วออกไปทางช่องทวารหนัก เมื่อลำไส้เล็กได้ทำการดูดซึมสารอาหารจากอาหารที่เรารับประทานลงไปในแต่ละมื้อแล้ว ส่วนที่ยังเป็นกากอาหารเหลวและที่เหลืออยู่จะผ่านลำไส้เล็ก เข้าสู่ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่ดูดซึมน้ำและเกลือแร่ ที่ยังคงเหลืออยู่ในกากอาหารนั้น เพื่อทำให้กากอาหารแห้งลงจนเป็นอุจจาระลำไส้ใหญ่แม้จะถือว่าเป็นส่วนปลายของทางเดินอาหาร แต่จริงๆ แล้วจะเห็นว่ามันแทบไม่มีหน้าที่ในการย่อยอาหารเลย กล้ามเนื้อที่อยู่บนผนังลำไส้ใหญ่จะค่อยๆ หดตัวเป็นคลื่นเป็นจังหวะ เพื่อบีบไล่อุจจาระไปตามโพรงลำไส้ใหญ่ ในขณะที่ผนังลำไส้ ทำหน้าที่ดูดซับน้ำและเกลือแร่ไปตลอดทาง

รู้จักโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

โรคลำไส้ใหญ่ที่พบบ่อย ๆ

1. ติ่งถุงเนื้อ เป็นภาวะที่มีแรงดันภายในโพรงลำไส้สูงขึ้นเนื่องจากท้องผูก หรือมีลมในลำไส้ใหญ่ค้างอยู่มาก จะทำให้เกิดแรงดันที่ผนังลำไส้ใหญ่จนเกิดเป็นติ่งเป็นถุงเนื้อยื่นออกไปตรงผิวของลำไส้ใหญ่ที่เรียกว่า ไดเวอร์ติคูลา (Diverticula) ซึ่งเวลามีหลายๆ อันรวมกันเรียกว่าโรค ไดเวอร์ติคูโลสิส (Diverticulosis) ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อมีอุจจาระไปค้างอยู่ในโพรงติ่งเนื้อเหล่านี้ จนเกิดการติดเชื้อและอักเสบรุนแรงเรียกว่า ไดเวอร์ติคูไลติส (Diverticulitis) ซึ่งก่อให้เกิดอาการปวดท้องน้อยด้านซ้าย มีไข้และท้องผูก

2. เนื้องอก เป็นการเจริญเติบโตของเซลล์ที่มีความผิดปกติ เรียกว่า เนื้องอกหรือทูเม่อ (Tumor) ซึ่งหากเกิดที่ลำไส้ใหญ่มักจะเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง ถ้าปล่อยทิ้งไว้มะเร็งมักจะค่อยๆ เจริญเติบโตและลุกลามไปที่ผนังส่วนต่างๆ ของร่างกาย อาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะปรากฏอาการ การรักษาจะมีโอกาสหายขาดได้มากถ้าตรวจวินิจฉัยได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หรือก่อนมีอาการ

3. เนื้องอกโพลิปเป็นเนื้องอกที่ผนังด้านในของลำไส้ใหญ่มีขนาดและรูปร่างต่างๆ กัน ตั้งแต่เม็ดถั่วไปจนเท่าเห็ด ถ้ายังมีขนาดเล็กๆ โดยมากจะไม่เป็นเนื้อร้าย แต่ถ้าขนาดใหญ่ๆ แล้วโอกาสกลายเป็นมะเร็งมีมาก อาการของโพลิปอาจเป็นไปได้ตั้งแต่ไม่มีอาการไปจนถึงเลือดออก ปวดมวนท้องหรือท้องผูก โดยมากถ้ามีอาการรุนแรงหรือถ้าโพลิปมีขนาดใหญ่หมอ มักจะแนะนำให้ตัดออกไปเสีย

สรุปแล้วก็คือโรคของลำไส้ใหญ่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและถูกวิธีก็สามารถทำให้กลายเป็นมะเร็งลำไส้ได้เหมือนกันค่ะ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ถ้าหากมีประวัติการเจ็บป่วยดังกล่าว

 

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ในบรรดาชนิดของโรคมะเร็งทั้งหลายนั้น คนไทยจะรู้จักและได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับมะเร็งปอดมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งมดลูกมากกว่ามะเร็งชนิดอื่นๆ ส่วนมะเร็งลำไส้ใหญ่มักไม่ค่อยได้พูดถึงกันนัก ทั้งๆ ที่ในขณะนี้มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ขยับขึ้นมาเป็นภัยร้ายคุกคามชีวิตของคนเราเป็นอันดับสองของมะเร็งทั้งหลายในสหรัฐอเมริกา มีผลทำให้ชาวอเมริกัน ตายจากโรคนี้โดยเฉลี่ยถึง 60,000 คนต่อปี และอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ในตลอดชั่วชีวิตยังเพิ่มจาก 1 ต่อ 25 เมื่อ 30 ปีก่อนมาเป็น 1 ต่อ 20 ในปัจจุบันอีกด้วย

มะเร็งลำไส้ใหญ่จึงถือว่าเป็นมะเร็งชนิดร้ายแรงพอควร แต่ก็เป็นมะเร็งที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้ว่าโอกาสรอดชีวิตเกิน 5 ปี หลังการผ่าตัดมีถึง 60% และจะเพิ่มเป็น 80% ถ้าแพทย์สามารถวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เร็วขึ้นและทำการรักษาได้เร็วขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามยังเป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงกันในวงการแพทย์ เพราะแต่ละวิธีก็ดีๆทั้งนั้น เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายต่างๆ กันออกไป

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ใครคือผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

ประเด็นสำคัญก็คือ อุบัติการณ์หรือโอกาสของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ จะเพิ่มขึ้นตามวัย ก็คือปกติจะพบน้อยในคนอายุไม่ถึง 40 ปี แต่โอกาสเสี่ยงจะเพิ่มเป็น 2 เท่าทันทีหลังอายุ 50 ปีขึ้นไป และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอีกถ้าหากมีปัจจัยเสริมดังต่อไปนี้ คือ คุณมีญาติใกล้ชิดหรือคนในครอบครัว อย่างเช่น พ่อแม่หรือพี่น้องเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีญาติใกล้ชิดที่เป็นโรคเนื้องอกของลำไส้ใหญ่ หรือมีญาติที่เคยมีประวัติเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้อักเสบ และเป็นคนชอบรับประทานอาหารที่อุดมด้วยไขมัน แต่มีเส้นใยอาหารน้อย ตัวเองเคยเป็นเนื้องอกชนิด โพลิป (POLYP) ของลำไส้ใหญ่ เนื้องอกนี้ส่วนใหญ่จะไม่กลายเป็นมะเร็ง แต่ถ้าทิ้งไว้ให้มันเจริญเติบโตบนผนังของลำไส้ใหญ่ไปนานๆ ในบางจุดอาจจะกลายเป็นเนื้อร้ายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโพลิปที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร จะมีโอกาสกลายเป็นเนื้อร้ายได้มากกว่าตอนที่ยังมีขนาดเล็กกว่านั้น เนื่องจากกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดได้ในปัจจุบันนี้ยังขึ้นอยู่ที่การค้นพบหรือวินิจฉัยได้ตั้งแต่ขั้นแรกเริ่ม เพื่อผลการรักษาที่ดีขึ้น นักวิจัยทางการแพทย์จึงพยายามหาวิธีค้นหา มะเร็งลำไส้ใหญ่แบบง่ายๆ ไม่แพงมาก ซึ่งขณะนี้มีทั้งวิธีที่แพง และแม่นยำพอสมควรกับวิธีที่ถูกแต่แม่นยำน้อยหน่อย จึงเกิดเป็นปัญหาว่าวิธีไหนจะคุ้มค่าที่สุดกว่ากันในการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ในระยะแรกกับจำนวนของประชากรในกลุ่มใหญ่ๆ นับสิบๆ ล้านคนแบบนี้

มีอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งวงการแพทย์ยังตกลงกันไม่ได้ในหลักการที่ว่าถึงจะตรวจพบมะเร็งได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วรีบทำการรักษานั้นจะทำให้การตายจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลงจริงหรือเปล่า จนกระทั่งมีผลงานการวิจัยออกมาเมื่อปี 2535 ที่ได้ตีพิมพ์ลงในวารสารแพทย์นิวอิงแลนด์ออกมาชี้แจงว่า การเอากล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นระยะๆ นั้น จะมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงและอัตราการตายจากโรคมะเร็งลำไส้ได้ถึง 30% ส่วนอีกวิธีหนึ่งซึ่งถือเป็นหลักการทั่วไปก็คือ ถ้าไม่มีอาการอะไรที่จะทำให้คุณสงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ คุณก็อาจจะยังไม่ต้องเสียเงินเสียเวลาในการไปตรวจพิเศษเหล่านี้ก็ได้ จนกว่าจะมีอาการที่ทำให้สงสัยเกิดขึ้นจึงค่อยไปตรวจ

 

การตรวจหามะเร็งลำไส้ในระยะเริ่มแรก

มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาจพบได้ที่ผิวหนังของลำไส้ โดยมากจะไม่มีอาการแสดงอะไรเลย แต่ถ้าเป็นจนถึงขั้นมีอาการแสดงอย่างเช่นมีเลือดออกขณะถ่าย หรือท้องผูกอย่างรุนแรง อาการดังกล่าวนี้อาจหมายความว่า ก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาดใหญ่มากแล้ว จึงขอให้รีบไปปรึกษาคุณหมอโดยเร็ว

การตรวจหามะเร็งลำไส้ในระยะเริ่มแรก

วิธีการตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มแรกเพื่อจะได้ทำการรักษาได้ทันท่วงทีและสามารถทำให้หายขาดได้ ซึ่งมีวิธีต่างๆ ในการตรวจดังนี้

1. การใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก คือ การที่หมอผู้เชี่ยวชาญจะสวมถุงมือแล้วใช้นิ้วชี้ทาสารหล่อลื่น เพื่อสอดนิ้วเข้าไปผ่านรูทวารหนัก เพื่อตรวจหาสิ่งผิดปกติในลำไส้ใหญ่ และทวารหนักส่วนปลาย จัดว่าเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก ราคาถูกและผู้ป่วยจะไม่เจ็บมากนัก สามารถทำได้ที่ห้องตรวจทั่วไป แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่นิยมให้คุณหมอตรวจด้วยวิธีนี้ หรือมีหลายคนปฏิเสธไม่ยินยอมให้ตรวจ แม้แพทย์เจ้าของไข้จะลงความเห็นว่าน่าจะตรวจ ด้วยเหตุของวัฒนธรรมไทยและความคิดเจตคติของคนไทย จึงมีส่วนทำให้การตรวจหามะเร็งลำไส้ล่าช้าลงจนลุกลามเกินแก้ไข

2. ตรวจหาเลือดในอุจจาระ อุจจาระที่ปกติเมื่อขับถ่ายออกมาจะไม่มีเลือดปนอยู่เลย แต่ถ้าเป็นผู้ที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็อาจทำให้มีเลือดออกมาซิบๆ จากเนื้อร้ายในลำไส้ ซึ่งเลือดที่ออกมาแม้ว่าจะมีเพียงนิดเดียวเวลาปนเปื้อนมาในอุจจาระ  คุณจะสามารถตรวจพบเชื้อมะเร็งได้โดยการเอาอุจจาระมาให้คุณหมอตรวจ ซึ่งในสหรัฐอเมริกาจะมีอุปกรณ์การตรวจเฉพาะสำหรับทำเองที่บ้านได้ แต่อย่างไรก็ตาม การตรวจเลือดในอุจจาระของกลุ่มคนนับแสนนับล้านคน อาจได้ผลบวกเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ซึ่งอาจทำให้ดูเหมือนว่าไม่คุ้มค่า แต่ข้อดีของวิธีนี้คือ ทำง่าย สะดวก ราคาไม่แพง และไม่เจ็บ ส่วนข้อเสียคือ เนื้องอกโพลิปและมะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวนมากอาจตรวจไม่พบด้วยวิธีนี้ หรือไม่ก็ให้ผลไม่แน่นอนหรือมีการผิดเพี้ยน คือ บอกว่ามีเลือดแต่เลือดอาจจะไม่ได้ออกมาจริงๆ ก็ได้

3. การส่องกล้องตรวจทางทวารหนัก เนื่องจากมะเร็งลำไส้ส่วนใหญ่ มักจะเกิดขึ้นที่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายต่อเนื่องไปจนถึงทวารหนัก แพทย์จึงอาจใช้กล้องส่องตรวจทวารหนักแบบสั้นซึ่งมีความยาว 25 เซนติเมตร สอดเข้าไปทางรูทวารหนักเพื่อส่องดูผนังของลำไส้ใหญ่เพื่อจะวินิจฉัยเนื้องอกโพลิปและก้อนมะเร็งที่มีขนาดตั้งแต่ 1 เซนติเมตรขึ้นไปได้ ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้มีโอกาสพบก้อนเนื้อร้ายมากกว่าร้อยละ95 ของการตรวจด้วยวิธีอื่นๆ

4. การถ่ายภาพรังสีของลำไส้ใหญ่ เป็นการตรวจที่ทันสมัยและมีความแม่นยำมาก โดยแพทย์จะสวนแป้งแบเรียมเข้าไปทางทวารหนักเพื่อฉาบลำไส้ใหญ่ แล้วถ่ายภาพเอกซเรย์ออกมาเรียกว่า แบเรียมเอเนมาใช้เวลาในการตรวจประมาณ 30 นาที ส่วนการตรวจด้วยรังสีที่แพทย์ใช้เทคนิคการสวนแป้งแบเรียมร่วมกับแก๊สหรือลมเข้าไปด้วยนั้น จะเรียกว่า  Double contrast barium enema โดยการตรวจด้วยรังสีชนิดนี้แพทย์บางท่านจะบอกว่า ทำให้ภาพที่ถ่ายออกมามีความชัดเจนสามารถช่วยให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำขึ้น

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่ค่อยเป็นค่อยไป อาจจะปรากฏเป็นเนื้องอกอยู่ที่ผนังของลำไส้โดยไม่มีอาการแสดงใดๆ เลยเป็นเวลาหลายๆ ปี แต่ถ้าโชคดีเกิดตรวจพบเจอได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะทำการรักษาให้หายขาดได้  ดังนั้น ในกรณีคนที่มีอายุเกิน 50 ปีไปแล้ว ควรเข้ารับการตรวจร่างกายประจำปีเป็นระยะๆ เช่น ตรวจด้วยกล้องส่องทวารหนัก และสวนแป้งแบเรียมเพื่อถ่ายภาพเอกซเรย์ในทุกๆ 3-5 ปี เพื่อวินิจฉัยตรวจคัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากคุณเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือเป็นคนที่มีองค์ประกอบเสริม และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้อย่างยิ่งโดยเฉพาะถ้าสมาชิกในครอบครัวของคุณคนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ด้วยแล้วควรเข้ารับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพราะบางทีคุณจะต้องยอมรับความเป็นจริงแล้วไปเข้ารับการตรวจด้วยวิธีดังกล่าวบ่อยขึ้น หรือตรวจเป็นประจำทุกปี เป็นต้น

 

สาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้

มะเร็งลำไส้ใหญ่ คือเนื้องอกชนิดหนึ่งที่เป็นเนื้อร้ายจะเจริญเติบโตขึ้นที่บริเวณผนังของลำไส้ใหญ่ เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 3 รองลงมาจากมะเร็งปอดและมะเร็งปากมดลูก ซึ่งส่วนใหญ่ของเนื้อร้ายจะเจริญมาจากเนื้องอกที่เป็นติ่งยื่นออกมาจากผนังลำไส้ใหญ่ จากติ่งเนื้อที่เล็กๆ จะขยายโตมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็จะมีการเปลี่ยนแปลงจากเนื้องอกธรรมดากลายเป็นเนื้อร้าย หรือมะเร็งในที่สุดนั่นเองค่ะ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าเนื้อร้ายจะเริ่มแสดงอาการ และเมื่อแสดงอาการแล้วส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถรักษาได้ทัน จึงทำให้มีผู้คนมากมายจบชีวิตด้วยโรคร้ายอย่างมะเร็งลำไส้ชนิดนี้ ถ้าเรามีการตรวจสุขภาพสม่ำเสมอเป็นประจำก็จะสามารถตรวจพบเนื้องอกในระยะเริ่มต้นได้ ซึ่งจะทำให้เข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที และสามารถหายขาดได้

สาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้

สาเหตุของมะเร็งลำไส้อาจเกิดได้จากพฤติกรรมและอาการดังต่อไปนี้

1. การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อยหรืออาหารที่มีปริมาณแคลเซียมไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดอาการท้องผูก หรือท้องเสียบ่อยเป็นระยะเวลานาน

2. มีพฤติกรรมชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงหรืออาหารประเภทของทอดเป็นประจำ

3. ร่างกายได้รับสารพิษจากการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมและเข้าไปตกค้างอยู่ที่ลำไส้

4. มีก้อนเนื้องอกเกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะที่บริเวณลำไส้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้

5. อาการที่สามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งลำไส้มาก่อนก็จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดนี้ได้สูงกว่าคนอื่น

6. เกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณลำไส้เกิดการเสื่อมสภาพ หรือสูญเสียความยืดหยุ่นไป ทำให้เลือดไม่สามารถเข้าไปเลี้ยงที่บริเวณลำไส้ได้อย่างเพียงพอ

สาเหตุที่แท้จริงยังไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่เชื่อว่าโรคมะเร็งลำไส้อาจเกิดจากการระคายเคืองหรือการถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน  หรือเกิดจากความผิดปกติในการแบ่งตัวของเนื้อเยื่อภายในลำไส้ หรือเกิดจากความผิดปกติของยีนทางพันธุกรรม  ซึ่งที่แน่ๆ พบว่าประชากรที่รับประทานผักผลไม้ยิ่งมากเท่าไร ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อยมากเท่านั้น  โดยไม่ขึ้นกับสายเลือดหรือพันธุกรรมแต่อย่างใด ดังนั้น จึงสันนิษฐานได้ว่าการรับประทานผักผลไม้เป็นประจำ จะช่วยในการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี

สาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้

จากการวิจัยพบว่าคนที่ชอบรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและเนื้อสัตว์สูงเป็นประจำนั้น จะมีอาการท้องผูกและถ่ายอุจจาระประมาณวันละ 3-4 ออนซ์เท่านั้น และใช้เวลาในการเดินทางของอาหารตั้งแต่ตักใส่ปากจนออกมาทางทวารนั้นนานถึง 2-3 วันทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ที่ระบบการทำงานของช่องทางเดินอาหารและระบบย่อยอาหารเริ่มเสื่อมสภาพจึงทำให้การย่อยอาหารมีประสิทธิภาพลง อาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 1 อาทิตย์ในการย่อยอาหารประเภทเนื้อสัตว์และไขมัน ในขณะที่คนที่รับประทานผักผลไม้ หรืออาหารประเภทเส้นใยมากๆ ก็จะขับถ่ายอุจจาระวันละ13-17 ออนซ์ โดยประมาณ และใช้เวลาให้อาหารเดินทางออกมาเป็นเวลา 20-30 ชั่วโมง นั่นแสดงว่าอาหารที่รับประทานเข้าไปทั้งหมดนั้นไม่ได้ถูกขับถ่ายออกมาทั้งหมด ยังมีอาหารบางส่วนหลงเหลือตกค้างอยู่ในลำไส้จนบูดเน่ากลายเป็นขยะอยู่ในร่างกาย ซึ่งจะมีอาการแสดงออกมาได้หลายอย่าง เช่น มีลมในท้อง เรอเหม็นเปรี้ยว ท้องอืดแน่น ท้องผูก ท้องเสีย หรืออาการถ่ายไม่ปกติ บางทีอาจปวดหัว หรือร่างกายเกิดความเครียดจนนอนไม่หลับ ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอตลอดจนอาจส่งผลให้ผิวพรรณไม่ผุดผ่องหรือมีผื่นคันได้ง่าย แต่ที่สำคัญก็คือ ถ้ามีอาหารตกค้างบูดเน่าอยู่ในลำไส้เป็นเวลานานๆ และไม่ได้ขับถ่ายออกมานั้น ร่างกายของเราก็จะนำกลับไปดูดซึมมาเลี้ยงร่างกายต่อไป จนเป็นบ่อเกิดของโรคภัยต่างๆ ได้มากมาย

 

อาการของมะเร็งลำไส้

สาเหตุของมะเร็งลำไส้ใหญ่ประการแรกนั่นก็คือ กรรมพันธุ์ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ก็สามารถป้องกันได้ด้วยปรับรูปแบบการดำเนินชีวิตให้ถูกต้องมีความแข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรค แต่ปัจจุบันก็ยังพบว่ามีผู้ป่วยไม่น้อยที่ไม่ได้มาจากประวัติด้านกรรมพันธุ์ ก็สามารถป่วยด้วยโรคนี้ได้อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งมาจากการใช้ชีวิตในแบบผิดๆ เช่น กินอาหารไม่เหมาะสมหรือมีไฟเบอร์น้อย ไม่ออกกำลังกาย ทำงานหนัก ความเครียด เป็นต้น และวันนี้เราได้นำอาการที่บ่งบอกว่าคุณเริ่มมีอาการผิดปกติและอาจจะเป็นมะเร็งลำไส้ได้มาบอกกันค่ะ

อาการของมะเร็งลำไส้

อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยรวม เวลาถ่ายจะมีเลือดปนออกมากับอุจจาระ หรือมีเลือดออกมาจากทวารหนัก อุจจาระมีขนาดแข็งและเป็นก้อนเล็กๆ มักจะปวดอุจจาระบ่อยๆ มีพฤติกรรมการถ่ายอุจจาระที่เปลี่ยนไป เช่น เคยถ่ายอุจจาระทุกวันก็เปลี่ยนเป็นวันเว้นวัน หรือหลายวัน และมีอาการท้องผูกสลับกับท้องเสีย มีอาการลำไสอักเสบเรื้อรัง ปวดมวนท้อง และอาจคลำพบก้อนในช่องท้อง ถ้ามีก้อนมะเร็งบริเวณลำไส้ใหญ่ด้านขวา ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ โลหิตจาง และมีเลือดออกในช่องทางเดินอาหาร หรือคลำพบก้อนที่ท้อง บางรายอาจมีอาการปวดหน่วงๆ บริเวณท้องด้านขวาหรืออาการปวดเบ่งคล้ายปวดอุจจาระบริเวณทวารหนักตลอดเวลา แต่ถ้าผู้ป่วยมีก้อนมะเร็งบริเวณลำไส้ใหญ่ด้านซ้าย ผู้ป่วยมักจะมีอาการของลำไส้อุดตันจากก้อนมะเร็งหรือถ่ายอุจจาระผิดปกติ คือ ปวดท้องอย่างรุนแรงคล้ายลำไส้ถูกบิด แต่เป็นอยู่เพียงชั่วครู่ แล้วก็ค่อยๆ ทุเลาหายไป และกลับเป็นใหม่อีกร่วมกับอาการท้องผูก ไม่ถ่ายอุจจาระ ไม่ผายลม อาเจียน หรือมีเลือดปนออกมากับอุจจาระด้วย ในผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยอาการของลำไส้อักเสบอุดตัน ถ้ามีก้อนมะเร็งบริเวณลำไส้ส่วนตรง จะมีอาการปวดทวารหนัก ถ่ายเป็นเลือด มีความรู้สึกถ่ายไม่สุด หรือบางครั้งพบว่ามีก้อนออกมาทางทวารหนัก ถ้ามีก้อนมะเร็งบริเวณทวารหนัก ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะคลำพบก้อน และอาจมีอาการถ่ายเป็นเลือดสด ถ่ายแล้วปวด หรือพบว่าต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตผิดปกติด้วย

ความรุนแรงของมะเร็งลำไส้ใหญ่จะขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยที่สำคัญได้แก่ ระยะของโรค โดยระยะยิ่งมากความรุนแรงของโรคก็มากขึ้นตามไปด้วย สภาพร่างกายและโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ที่มีผลต่อสุขภาพของผู้ป่วย เช่น โรคเบาหวาน โรคไต เป็นต้น ผู้ป่วยที่มีอายุน้อย มักมาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามเพราะไม่ค่อยได้นึกถึงโรคมะเร็ง ส่วนผู้ป่วยสูงอายุมักมีสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์และอ่อนแอ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการรักษา ซึ่งขนาดของก้อนมะเร็งถ้ายิ่งมีขนาดใหญ่โตมากความรุนแรงของโรคก็จะมากกว่าผู้ป่วยที่มีขนาดของก้อนมะเร็งเล็ก

นอกจากนี้มะเร็งของลำไส้ใหญ่ทุกส่วนมีโอกาสที่จะมีเลือดออกมาทั้งเลือดสดๆ หรือเลือดเก่าที่เกิดจากการคลั่งค้างภายใน จึงขอให้สังเกตดู หากมีลักษณะสีของอุจจาระเปลี่ยนไปให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที

 

วิธีการวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่บางชนิดอาจพบว่าเกิดภาวะที่มีเลือดออกเป็นพักๆไม่พบว่าถ่ายเป็นเลือดสดๆ ออกมาให้เห็น แต่เกิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นหากคุณตรวจอุจจาระก็อาจจะพบเลือดได้ จึงเป็นที่มาของการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในเวลาต่อมาด้วย ซึ่งการตรวจหาเลือดในอุจจาระจะพบได้ 24 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ดังนั้นเราจึงขอแนะนำให้คุณตรวจอุจจาระเป็นประจำทุกปี ส่วนวิธีการส่องกล้องทางทวารหนักเพื่อตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น แนะนำให้ตรวจทุก 5 ปี แต่สำหรับผู้ที่มีอายุเกินกว่า 50 ปี ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองทั้งสองวิธีร่วมกัน ซึ่งจะทำให้ตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้มากถึงร้อยละ76

วิธีการวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

เมื่อเกิดอาการสงสัยดังกล่าวข้างต้น นอกเหนือจากการสอบถามประวัติของการเป็นโรคและตรวจสอบร่างกายของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างครบวงจร เพื่อให้มีความแม่นยำถูกต้องในการวินิจฉัยโรคมะเร็งของลำไส้ใหญ่

1. การตรวจสารบ่งบอกมะเร็งลำไส้ใหญ่ (CEA) สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ไม่มีความจำเพาะในการทดสอบนั้น แต่เมื่อมีผล CEA สูงขึ้น มักจะมีความสัมพันธ์กับการเติบโตของเนื้องอก หลังจากผ่าตัดเนื้องอกออกไปแล้ว ผลตรวจ CEA จะกลับมาสู่สภาวะปกติ แต่ถ้ามะเร็งมีอาการกำเริบอีกครั้ง ผลตรวจ CEA ก็จะสูงขึ้นได้ใหม่ ดังนั้น การตรวจสารบ่งบอกมะเร็งลำไส้ใหญ่ (CEA) เป็นวิธีการทั่วไป ซึ่งสามารถช่วยประเมินทิศทางการพัฒนาของโรคมะเร็งลำไส้ หรือการควมคุมเฝ้าติดตามประสิทธิภาพในการรักษา และการกำเริบของโรคด้วย

2. การตรวจด้วยเครื่องอัลตร้าซาวด์ ซีที หรือเรโซแนนซ์แม่เหล็ก (MRI) วิธีการตรวจสอบประเภทนี้ ไม่สามารถวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้โดยตรง แต่สามารถใช้ในการช่วยบอกขนาด สถานที่เกิด และความสัมพันธ์กับอวัยวะที่อยู่โดยรอบของเนื้องอกนั้นๆ และช่วยในการวินิจฉัยสถานการณ์การลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองหรือตับได้ โดยวิธีการตรวจสอบประเภทนี้เหมาะสำหรับการตรวจดูระดับความเป็นไประหว่างเนื้องอกกับลำไส้ และตรวจดูว่ามีการลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะที่อื่นอีกหรือไม่ ซึ่งเป็นวิธีการที่มักจะใช้ในระยะก่อนหรือหลังการผ่าตัด

3. การตรวจอุจจาระ อุจจาระของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มักจะมีผลตรวจดัชนีชี้วัดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (M2-PK) สูงกว่าคนปกติ 14 เท่า ดังนั้น การตรวจ M2-PK ในอุจจาระ จึงกลายเป็นวิธีใหม่วิธีหนึ่งที่ช่วยวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้นั่นเองค่ะ

4. การตรวจด้วยวิธีเอกซเรย์ วิธีการตรวจประเภทนี้จะเป็นการตรวจร่วมกับวิธีถ่ายภาพรังสีของกระเพาะอาหารขณะกลืนแป้ง (Barium Meal) และภาพลำไส้ที่สวนด้วยแป้งแบเรี่ยม ซึ่งจะสามารถตรวจดูสภาพลำไส้ใหญ่ว่ามีติ่งเนื้อและจุดที่เกิดก้อนเนื้องอก (Multiple Node) หรือไม่ ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งก่อนการผ่าตัด มะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เกิดขึ้นในระยะแรก มักจะมีปรากฏการณ์ผนังลำไส้แข็ง เยื่อบุผนังเหนียวไม่สมบูรณ์ และยังสามารถมองเห็นความขาดแคลนตรงสถานที่สวนแป้งแบเรี่ยมหรือความคับแคบของช่องลำไส้ เป็นต้น นอกจากนี้ วิธีการตรวจด้วยการสวนแป้งแบเรี่ยมและใส่ลม (Double Contrast of Air and Barium) ก็เป็นการตรวจอีกวิธีหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้เป็นอย่างมาก

ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ยังฝากมาเตือนอีกว่า หากตรวจค้นพบโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว ควรตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจ และต้องเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุดด้วย

 

ระยะของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

เมื่อตรวจพบก้อนเนื้อมะเร็งจากการวินิจฉัยแล้ว ต้องอาศัยผลยืนยันจากการนำชิ้นเนื้อไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ ส่วนการแบ่งระยะความรุนแรงของโรคนั้นมีความจำเป็นเพื่อนำมาประกอบในการพิจารณาตัดสินวิธีการรักษา ซึ่งการแบ่งระยะความรุนแรงของโรคนั้นจะดูจากเนื้องอกที่ลุกลามเข้าไปในผนังของลำไส้ใหญ่ว่ามีมากน้อยเพียงใด และกระจายออกไปยังอวัยวะอื่นๆ แล้วหรือไม่ โดยการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่นั้นสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัด ใช้รังสีรักษา และเคมีบำบัด ซึ่งจะใช้การรักษาวิธีไหนนั้นจะขึ้นอยู่กับระยะของโรค ตำแหน่ง ขนาดของก้อนมะเร็ง และสุขภาพความแข็งแรงของผู้ป่วยด้วย

ระยะของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

การแบ่งระยะของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการวางแผนทำการรักษา หลังจากวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว แพทย์จะแบ่งระยะของโรค ดังนี้

1. Stage 0 เป็นมะเร็งในระยะเริ่มต้น เชื้อมะเร็งจะอยู่เฉพาะผิวของลำไส้

2. Stage 1 พบว่ามะเร็งยังอยู่เฉพาะผนังของลำไส้ ยังไม่แพร่กระจายออกนอกลำไส้

3. Stage 2 เป็นระยะที่มะเร็งมีการแพร่กระจายออกนอกลำไส้ แต่ยังแพร่ไปไม่ถึงต่อมน้ำเหลือง

4. Stage 3 เป็นระยะที่มะเร็งได้ลุกลามแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง แต่ยังไม่แพร่ไปยังอวัยวะอื่นๆ

5. Stage 4 เป็นระยะรุนแรงที่มะเร็งมีการลุกลามแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ โดยมากจะไปยังตับและปอด

6. Recurrent เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นซ้ำหลังจากการรักษา

ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 และ 4 ถือว่าเป็นระยะโรคลุกลาม จากการวิจัยพบว่าผลการรักษาในระยะนี้จะไม่ดีเท่าที่ควร หากผ่าตัดอาจจะตัดก้อนมะเร็งได้ไม่หมด โอกาสเกิดเป็นซ้ำอีกค่อนข้างสูง แต่จากการศึกษาวิจัยพบว่าผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งมีการตอบสนองต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัดภายหลังจากการผ่าตัดดีมาก แม้ว่าผู้ป่วยจะอยู่ในระยะลุกลามแล้วก็ตาม โดยสูตรยาที่ใช้รักษาจะประกอบด้วย irinotecan เป็นหลัก อาจใช้เดี่ยวๆ หรือร่วมกับ 5-flourouracil (5-FU) ด้วย แต่ปัญหาคือก่อนหน้านี้ แพทย์ไม่สามารถทราบล่วงหน้าว่าผู้ป่วยรายใดอยู่ในกลุ่มที่จะได้ผลตอบสนองต่อเคมีบำบัดหลังผ่าตัด และรายใดอยู่ในกลุ่มที่ไม่ได้ผลบ้าง ดังนั้นจึงทำให้เกิดเป็นความยากลำบากในการตัดสินใจวางแผนทำการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะที่โรคลุกลาม

ปัจจุบันเกิดนวัตกรรมใหม่ที่ค้นพบว่าสิ่งที่ช่วยทำนายผลการรักษาในกรณีดังกล่าวได้คือปริมาณดีเอ็นเอในเซลล์มะเร็ง ที่เรียกว่า DNA content พบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลามที่มีดีเอ็นเอเป็นชนิด tetraploid, peri-tetraploidและ multiploidtumours จะมีผลการตอบสนองที่ดีมากต่อยาเคมีบำบัดสูตร irinotecan + 5-FU ในการให้ยานี้หลังผ่าตัด ซึ่งผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้จะเกิดผลอย่างใหญ่หลวงต่อการเลือกผู้ป่วยที่จะช่วยให้แพทย์วางแผนล่วงหน้าได้ว่าผู้ป่วยเป็นกลุ่มที่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดหลังผ่าตัดหรือไม่

ในทางกลับกัน การตรวจ DNA content ของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็จะช่วยให้แพทย์ทราบว่าผู้ป่วยรายใดจะไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดหลังผ่าตัด และเลือกวิธีการรักษาด้วยวิธีอื่นแทนซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความสำเร็จในการรักษาโรคที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

การรักษามะเร็งลำไส้

การที่จะรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักให้ได้ผลดีมากน้อยเพียงใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับระยะของโรคในขณะที่เริ่มต้นทำการรักษาด้วย ปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เช่น การตรวจอุจจาร

♣♣................................................Natureshop.in.th คัดสรรสิ่งดีๆจากธรรมชาติมาให้คุณ.................................................♣♣

ระบบโดย OpenCart
Natureshop © 2018 | ภาษาไทยโดย Opencart2004