♧♧.....natureshop.....♧♧


แนะนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามอาการ

สมุนไพรสร้างเสริมสุขภาพ

รับจัดยาหม้อ สมุนไพรรักษามะเร็ง

เวชสำอางรักษาสิวฝ้ากระ

ผักอัดเม็ด
  

G-herb สมุนไพรรักษามะเร็ง : หมอสมหมาย ทองประเสริฐ

ยาปลูกผม-รักษาผมร่วงผมบาง-แก้ปัญหาหัวล้าน-เร่งผมยาว-นครหลวงการแพทย์

บทความสุขภาพน่าอ่าน

การชำระเงิน

รอบรู้เรื่องโรคมะเร็งเต้านม

รู้จักกับโรคมะเร็งเต้านม

รู้จักกับโรคมะเร็งเต้านม

โรคมะเร็งเต้านม ถือว่าเป็นมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในผู้หญิงรองมาจากมะเร็งปากมดลูก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความเจริญในสังคมเมือง ปัจจุบันนี้โรคมะเร็งเต้านมเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้หญิงไทยเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปากมดลูกอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกันแต่มีโอกาสน้อยมากเพียงแค่ 1% เท่านั้น

โรคมะเร็งเต้านมเกิดจากการที่เนื้อเยื่อของเต้านมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็ง ซึ่งอาจเกิดกับท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนมก็ได้ ซึ่งเต้านมของคนเราประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนคือ ต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม ภายในเต้านมแต่ละข้างนั้นประกอบไปด้วยต่อมน้ำนม 15-20 lobes ซึ่งแต่ละ lobes ก็จะแตกแขนงเล็กๆ ออกไปอีกเป็น lobusel ส่วนปลายของ lobules จะมีลักษณะเป็นถุงห้อยติดอยู่กับท่อน้ำนมเพื่อไปเปิดบริเวณหัวนมให้สามารถผลิตน้ำนมได้ โดยที่ท่อน้ำนมจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างต่อมน้ำนมและแขนงต่างๆ นอกจากนี้ภายในเต้านมแต่ละข้างนั้น ยังมีหลอดเลือดและหลอดน้ำเหลืองที่จะนำสารน้ำที่ไม่มีสี เรียกว่าน้ำเหลืองไปยังอวัยวะที่เรียกว่า ต่อมน้ำเหลือง ส่วนต่อมน้ำเหลืองที่มีลักษณะเป็นรูปถั่วขนาดเล็กซึ่งเป็นเซลล์ที่พบได้ทั่วร่างกายจะมีหน้าที่ในการกรองสิ่งต่างๆ จากน้ำเหลืองและช่วยในการต่อสู้กับสารพิษหรือเชื้อโรคต่างๆ กลุ่มของต่อน้ำเหลืองที่พบได้ในบริเวณใกล้ๆ กับเต้านมก็คือ บริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้า บริเวณรักแร้ และบริเวณหน้าอก

ชนิดของมะเร็งเต้านมที่พบได้บ่อยที่สุดคือ มะเร็งท่อน้ำนม ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในท่อน้ำนม ส่วนมะเร็งที่เกิดในต่อมน้ำนมนั้นเรียกว่า มะเร็งต่อมน้ำนม ซึ่งมักจะพบในเต้านมทั้งสองข้างและจะพบได้มากกว่ามะเร็งชนิดอื่น ส่วนมะเร็งเต้านมอักเสบนั้น เป็นระเร็งเต้านมชนิดที่พบได้ไม่บ่อยนัก มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้หากพบในระยะเริ่มต้น ดังนั้นการตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรกหรือในขณะที่ก้อนมะเร็งยังมีขนาดเล็ก และยังอยู่เฉพาะที่เต้านม ยังไม่แพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง จึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจะทำให้มีโอกาสรักษาให้หายขาดมากขึ้น เมื่อเทียบกับการตรวจพบขณะที่ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ และกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่นๆ

ปัจจุบันยังไม่มีใครค้นพบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดมะเร็งเต้านม แต่ก็มีผลการวิจัยมากมายที่แสดงถึงปัจจัยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการเป็นมะเร็งเต้านม เพราะเรื่องของอายุ พันธุกรรม หรือกรรมพันธุ์ และความแตกต่างในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน ซึ่งทำให้ผู้หญิงบางคนอาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น

 

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมอาจเกิดจากความผิดปกติของยีน โดยยีนในเซลล์นั้นจะเป็นตัวนำข้อมูลทางพันธุกรรมจากพ่อและแม่ กรรมพันธุ์มี ส่วนเกี่ยวข้องประมาณ 5-10% โดยยีนที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมพบได้มากในบางเชื้อชาติ สำหรับผู้หญิงที่มียีนการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมและผู้ที่เคยมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมข้างหนึ่ง มักจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่งได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีโอกาสเกิดมะเร็งรังไข่และมะเร็งชนิดอื่นๆ ตามมาได้มากขึ้น ในปัจจุบันมีการตรวจหายีนที่มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม โดยจะตรวจให้กับสมาชิกของครอบครัวที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการเป็นมะเร็งเต้านม สาเหตุและปัจจัยที่เสี่ยงของการเกิดมะเร็ง สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทที่สำคัญ คือ

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

1. สาเหตุเกิดจากสิ่งแวดล้อมหรือ ภายนอกร่างกาย ซึ่งในปัจจุบันนี้เชื่อกันว่ามะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้นั้นได้แก่

1.1 อาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากมีสารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนมาในอาหารและเครื่องดื่ม เช่น สารพิษจาก เชื้อราที่มีชื่อว่า อัลฟาทอกซิน (Alfa toxin) และสารก่อมะเร็งที่เกิดจากอาหารที่มีการปิ้ง ย่าง พวกไฮโดคาร์บอน (Hydrocarbon) สารเคมีที่ใช้ในขบวนการถนอมอาหาร ที่ชื่อว่าไนโตรซามิน (Nitrosamine) สีผสมอาหารที่มาจากสีย้อมผ้า เป็นต้น

1.2 เชื้อไวรัสชนิดต่างๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสฮิวแมนแพบพิลโลมา

1.3 รังสีอุลตราไวโอเลตจากแสงแดดและรังสีเอ็กซเรย์

1.4 พฤติกรรมเสี่ยงอย่างเช่น การสูบบุหรี่และดื่มสุรา เป็นต้น

1.5 การติดเชื้อจากช่องทางเดินอาหาร เช่น โรคพยาธิใบไม้ในตับ 

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

2. เกิดจากความผิดปกติภายในร่างกาย ซึ่งจะพบเป็นส่วนน้อย เช่น เด็กที่มีความพิการมาตั้งแต่กำเนิดจะมีโอกาสเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้สูงกว่าเด็กปกติ เป็นต้น การมีภูมิคุ้มกันที่บกพร่องและภาวะโภชนาการไม่ดี เช่น การขาดวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินเอ และซี เป็นต้น จะเห็นได้ว่า มะเร็งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อม ดังนั้น มะเร็งก็น่าจะเป็นโรคที่สามารถ ป้องกันได้เช่นเดียวกับโรคติดเชื้ออื่นๆ ถ้าประชาชนทุกคนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสารก่อมะเร็ง และสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัว แล้วพยายามป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากมลภาวะที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งและหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารพิษต่างๆ เหล่านั้น เช่น งดสูบบุหรี่ หรือหลีกเลี่ยงจากบริเวณ ที่มีควันบุหรี่ เป็นต้น

สำหรับสาเหตุภายในร่างกายนั้นการป้องกันคงไม่ได้ผลแต่ทำให้ ทราบว่า ตนเองจัดอยู่ในกลุ่มที่มีอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งสูงหรือมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ดังนั้นก็ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาและได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับความรู้ในเรื่องของมะเร็งต่อไป ในกรณีที่เป็นมะเร็งแล้วได้ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกๆ ซึ่งจะมีการตอบสนองในทางที่ดีต่อการรักษาค่อนข้างสูงกว่าผู้ที่ตรวจพบมะเร็งในระยะกลางหรือระยะหลังสุด

 

ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

คุณทราบหรือไม่ว่าใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ซึ่งวงการแพทย์ค้นพบว่าอายุก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มสูงถึงร้อยละ 50 – 60  รองลงมาคือผู้ที่เคยผ่านการผ่าตัดก้อนเนื้อที่เต้านมมาแล้ว และพบว่าเป็นซีสเต้านมชนิดที่เริ่มผิดปกติ และมีประวัติคนในครอบครัว เช่น แม่ พี่สาว น้องสาว หรือลูก เป็นมะเร็งเต้านมมากกว่า 2 คน รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อย ได้แก่ การเริ่มมีประจำเดือนมาครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อย การหมดประจำเดือน วัยทองมาช้ากว่าคนในวัยเดียวกัน การไม่มีบุตร หรือมีบุตรยาก และการที่เคยใช้ยากลุ่มฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือนติดต่อกันเป็นเวลานานมากกว่า 10 ปี เป็นต้น 

ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

ปัจจัยของอายุ ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งที่ขึ้นอยู่กับ อายุ เช่น เมื่ออายุมากขึ้นก็มีความเสี่ยงมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และเคยมีประวัติของคนในครอบครัวเป็นมะเร็งมาก่อน และการเกิดมะเร็งเต้านมที่เกิดจากตัวเอง

ปัจจัยของฮอร์โมน อย่างเช่นช่วงอายุของการเริ่มมีประจำเดือน และอายุของการหมดประจำเดือน การมีบุตร การให้นมบุตร ประวัติการใช้ยาฮอร์โมนทดแทนในวัยทอง ความเสี่ยงในแง่พฤติกรรมเช่น ความอ้วน การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การเคยได้รับการฉายรังสี ดังนั้นหากท่านมีก้อนที่เต้านมและมีประวัติครอบครัวดังกล่าวโอกาสเกิดมะเร็งก็สูงขึ้น ซึ่งปัจจัยเกี่ยวกับฮอร์โมนนี้ พบว่าอาจจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสูงขึ้น ได้แก่ การมีประจำเดือนครั้งแรกเร็วกว่าคนอื่นหรือก่อนอายุ 12 ปี และหมดประจำเดือนช้ากว่าคนในวัยเดียวกัน ซึ่งปกติคือจะต้องหมดหลังอายุ 55 ปี ไม่เคยมีบุตร ผู้ที่ไม่เคยมีน้ำนมหรือไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง และได้รับฮอร์โมนจากภายนอก เช่น ยาคุมกำเนิดมากกว่า 10 ปี ได้รับการเสริมด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือ diethylstilbestrol หรือได้รับฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้มีการเจริญพันธ์ได้รับฮอร์โมนทดแทนวัยทองมากกว่า 5 ปี เหล่านี้เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น การดื่มสุรา สูบบุหรี่ การบริโภคอาหารมัน หรือเนื้อแดง การได้รับรังสีที่ทรวงอกตั้งแต่เด็ก เป็นต้น

การประเมินว่าผู้หญิงกลุ่มไหนจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้มากน้อยเพียงใดนั้น ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยการตรวจสอบประวัติครอบครัว และหากประเมินแล้วมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเท่ากับประชาชนทั่วไป การเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมสำหรับผู้หญิง จะเริ่มที่อายุ 50 ปี ในการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมจะแบ่งความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมเป็นสองระดับคือ ระดับปานกลาง และระดับสูง

หลังจากการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมด้วยการซักประวัติคนในครอบครัวแล้วผลปรากฏว่าอยู่ในระดับปานกลาง คุณจะได้รับคำแนะนำในการตรวจ Mammogram โดยต้องเข้ารับการตรวจปีละครั้ง สำหรับผู้ที่มีประวัติครอบครัวอยู่ในเกณฑ์ความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม จำเป็นจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

อาการของผู้เป็นมะเร็งเต้านม

อาการของผู้เป็นมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมเกิดจากเนื้อเยื่อของเต้านมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งซึ่งอาจจะเกิดเป็นมะเร็งเต้านมที่เกิดกับท่อน้ำนม หรือมะเร็งเต้านมที่เกิดกับต่อมน้ำนม ภายในเต้านมประกอบไปด้วยโครงสร้างที่ใช้ผลิตน้ำนมและทางเดินน้ำนม สำหรับ Mastopathy เป็นการเปลี่ยนแปลงของต่อมบริเวณเต้านม ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ทำให้เกิดอาการเจ็บบริเวณทรวงอกหรือรู้สึกเหมือนมีอะไรก้อนเนื้อแข็งๆ อยู่ภายใน ส่วนใหญ่สามารถหายได้เองตามธรรมชาติโดยไม่ต้องรักษา ส่วนมะเร็งเต้านมนั้นจะเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ ทำให้เกิดก้อนมะเร็งที่บริเวณต่อมน้ำนมหรือบริเวณอื่นๆ ภายในเต้านม ซึ่งเป็นเซลล์ของท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนม ส่วนใหญ่จะเป็นท่อน้ำนมที่แบ่งตัวขึ้น ตามปกติในร่างกายของคนจะควบคุมได้

ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมมักจะไม่มีอาการอะไร ส่วนมากมักจะรู้ได้ด้วยการคลำเจอก้อนเนื้อที่เต้านมหรือบริเวณรักแร้และมีการเปลี่ยนแปลงขนาดของเต้านม มีน้ำไหลออกมาจากหัวนม มีอาการเจ็บ หรือรู้สึกเหมือนว่าหัวนมถูกดึงรั้ง และผิวเต้านมจะเป็นเหมือนเปลือกส้ม สำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งในระยะรุนแรงและมีการแพร่กระจายของเชื้อมะเร็งไปยังอวัยวะอื่นๆ แล้ว จะมีอาการ ปวดกระดูก น้ำหนักลด มีแผลที่ผิวหนัง แขนบวม ขาบวม การตรวจหลังจากทราบผลชิ้นเนื้อว่าเป็นมะเร็งเต้านมจะเป็นการตรวจเพื่อประเมินว่ามะเร็งเต้านมอยู่ในระยะไหน และมีการแพร่กระจายหรือยัง มะเร็งมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนหรือไม่ การตรวจเหล่านี้มีความสำคัญในการวางแผนเพื่อทำการรักษาต่อไป

ระยะของมะเร็งเต้านมหมายถึง การประเมินว่าเชื้อมะเร็งมีการแพร่กระจาย หรือมีแนวโน้มที่จะลุกลามเร็วหรือไม่ การประเมินระยะของก้อนมะเร็งจะช่วยในการวางแผนในการรักษาได้ วิธีการประเมินมีด้วยกันสองวิธี คือมะเร็งระยะเริ่มต้นมักจะไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ แต่อาจจะตรวจพบความผิดปกติเกิดขึ้นที่เต้านม ซึ่งอาจจะเป็นอาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งเต้านม ดังนี้คือคลำมีก้อนเนื้อที่เต้านม ขนาดและรูปร่างมีการเปลี่ยนแปลง ผิวหนังเปลี่ยนแปลง เช่น มีรอยบุ๋ม ย่น มีการหดตัว หรือหนาผิดปกติ หัวนมมีการหดตัว คัน หรือแดงผิดปกติ มีเลือดหรือน้ำไหลออกมาจากหัวนม เจ็บเต้านม รวมถึงมีอาการบวมที่ใต้รักแร้ เพราะต่อมน้ำเหลืองโตอีกด้วย

อาการเบื้องต้นที่พึงระวังก็คือ บริเวณหน้าอกมีความผิดปกติ มีสีหรือรูปร่างเปลี่ยนไปจากเดิม ผิวจะหยาบเหมือนผิวส้มโอ คล้ายๆ กับมีผื่น ลมพิษ รูขุมขนหยายขึ้น หรือดูจากทิศของหัวนม เช่น เดิมชี้ทิศนี้แล้วเปลี่ยนไปอีกทิศหนึ่ง ปกติมันจะต้องชี้ไปทิศทางเดียวกัน หรือทางเดิม หากหัวนมบุ๋มเข้าไปต้องดูว่าเป็นตั้งแต่กำเนิดหรือไม่ หากเพิ่งเป็นถือว่ามีความเสี่ยง

 

การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง

การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง

การตรวจเต้านมด้วยตัวเองนั้นเป็นการตรวจหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น ควรตรวจเป็นประจำตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป หากคลำแล้วพบก้อนเนื้อ หรือมีความผิดปกติก็ควรเข้ารับการตรวจที่ชัดเจนและได้ขอคำแนะนำที่ถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งก่อนการตรวจเต้านมด้วยตัวเองนั้นคุณต้องทราบขนาด และลักษณะของเต้านมตัวเองก่อน โดยปกติแล้วเต้านมจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางคนจะมีขนาดโตขึ้น และแข็งมากขึ้นก่อนมีประจำเดือน เมื่อรับประทานยาคุมกำเนิดเต้านมก็จะมีขนาดโตขึ้น แต่บางคนเต้านมอาจจะแข็งตลอดเวลาที่มีประจำเดือน และหลังเข้าสู่วัยทอง ขนาดของเต้านมจะเล็กลง ช่วงเวลาที่เหมาะในการตรวจเต้านมคือ 5-7 วันหลังมีประจำเดือนวันสุดท้าย เนื่องจากช่วงนี้เต้านมจะอ่อนนุ่มสามารถตรวจคลำได้ง่าย สำหรับผู้หญิงวัยทองนั้นสามารถตรวจได้ตามต้องการ แต่มีความจำเป็นจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษกว่าคนในวัยอื่น

การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง

ขั้นตอนการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตัวเอง

1. ถอดเสื้อและยกทรงออก ยืนส่องกระจกดูเต้านมแต่ละข้าง สังเกตดูการเปลี่ยนแปลงของลักษณะ ขนาดหรือสีของหัวนม สังเกตดูระดับของหัวนมแต่ละข้างว่าเท่ากันหรือไม่ มีปื้นหรือผื่นบนหัวนมหรือไม่ มีผิวหนังบุ๋มลงหรือไม่

2. ยกแขนทั้งสองข้างเหนือศีรษะ หันด้านข้างเข้าหากระจกเพื่อส่องดูทีละข้าง สังเกตเต้านมโดยรวมทั้งหมดที่เห็น ว่ามีอะไรผิดปกติ เหมือนในข้อ 1 หรือไม่

3. หันหน้าตรงเข้ากระจกอีกครั้ง เอามือจับสะโพกทั้งสองข้าง และกดสะโพกไว้แรงๆ จนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่หน้าอกเกร็งขึ้นมา สังเกตความผิดปกติอีกครั้ง

4. ให้คุณโน้มตัวไปข้างหน้า ให้หน้าอกสองข้างห้อยดิ่งลง สังเกตดูว่ามีรอยบุ๋ม หรือโป่งพองของผิวหนังที่เต้านมหรือไม่ สังเกตดูรูปร่างของเต้านม และสังเกตว่ามีรอยบุ๋มที่หัวนมทั้งสองข้างหรือไม่

การคลำเต้านมด้วยตนเอง ให้คุณนอนราบไปบนเตียงหรือพื้นในท่าสบายๆ และเอามือขวาไว้ใต้ศีรษะ ท่านี้จะทำให้เนื้อเต้านมของคุณถูกดึงออกจากกลางหน้าอก ทำให้สามารถคลำสำรวจได้ดีขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าอกจะตึง และดันเต้านมให้ลอยขึ้น จากนั้นใช้มือซ้ายของคุณคลำที่เต้านมด้านขวาอย่างแรงและลึกพอสมควร ซึ่งลักษณะของการคลำจะแบ่งออกเป็น 3 แบบ ด้วยกันดังนี้

1. คลำแบบก้นหอย โดยจะเริ่มต้นจากการคลำเป็นวงกลมกว้างๆ บริเวณด้านนอกขอบๆ ของเต้านมก่อน แล้ววนให้วงกลมนี้แคบเข้ามา โดยใช้นิ้วมือทั้งคลำและกดลงที่เต้านมเป็นวงกลมเล็กๆ จนกระทั่งถึงหัวนม

2. คลำแบบดาวกระจาย โดยการแบ่งเต้านมเป็นช่วงๆ ตามเข็มนาฬิกา เริ่มต้นคลำจาก 12 นาฬิกาไปที่ 1, 2, 3 นาฬิกาเรื่อยๆ ไปจนครบพื้นที่ของเต้านม

3. คลำแบบขึ้นและลง คลำเต้านมขึ้นและลงตามยอดคลื่น อย่าลืมใช้นิ้วมือคลำเป็นวงกลมเล็กๆ ไปพร้อมๆ กันด้วย

การตรวจเต้านมด้วยตนเองถือเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถทำได้ง่ายๆ จึงควรหมั่นทำเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละครั้งเพื่อป้องกันมะเร็งเต้านม หากพบสิ่งผิดปกติใดๆ บริเวณเต้านมควรรีบไปปรึกษาแพทย์โดยเร็ว มะเร็งเต้านมสามารถรักษาให้หายขาดได้ถ้าหากตรวจพบในระยะเริ่มแรก

 

การตรวจมะเร็งเต้านมด้วย Mammogram

การตรวจมะเร็งเต้านมด้วย Mammogram

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า โรคมะเร็งเต้านมหากตรวจพบในระยะเริ่มต้นจะสามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้น การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมนี้ จึงช่วยให้ผู้หญิงมากมายทั่วโลกมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นอย่างมีความสุข โดยตรวจเพียงแค่ปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น ก็สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งในระยะเริ่มต้นได้ เพื่อทำการรักษาได้ทันเวลาต่อไป

การตรวจแมมโมแกรม (Mammogram) คือวิธีการตรวจมะเร็งด้วยรังสีเอ็กซเรย์ โดยใช้รังสีในปริมาณน้อย ไม่เป็นอันตราย แต่มีความคมชัดสูง ซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อค้นหาความผิดปกติของเต้านม โดยการใช้เครื่องมือที่ออกแบบเพื่อการตรวจเต้านมเท่านั้น สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นที่ก้อนเนื้อมะเร็งยังมีขนาดเล็กเกินกว่าที่คุณหรือแพทย์จะคลำเจอได้เร็วกว่าถึง 2 ปี

ความจำเป็นที่ต้องตรวจแมมโมแกรม

- เพราะผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมได้ในช่วงชีวิตหนึ่ง

- การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมจะช่วยให้พบมะเร็งในระยะเริ่มต้นหรือพบการเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่มะเร็งได้ก่อนการคลำเป็นก้อนได้หรือก่อนมีอาการแสดงอื่นๆ ของโรค

- หากพบก้อนเนื้อร้ายตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก โอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้ก็จะมีมากขึ้นด้วย ดังนั้น การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมจึงสามารถลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้ถึง 25-30% เลยทีเดียว

การเตรียมตัวเพื่อตรวจแมมโมแกรม

ก่อนเข้ารับการตรวจแมมโมแกรม คุณควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์เกี่ยวกับปัญหาของเต้านม ประวัติส่วนตัวรวมถึงครอบครัว และประวัติการใช้ฮอร์โมน ที่สำคัญไม่ควรนัดตรวจเต้านมก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากช่วงนั้นเต้านมจะคัดเกร็งและรู้สึกเจ็บ  ดังนั้น จึงควรตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแรมหลังจากหมดประจำเดือนไปแล้วประมาณหนึ่งสัปดาห์และควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยหากคุณสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ นอกจากนี้ควรแจ้งอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเต้านมของคุณให้แพทย์ทราบ และไม่ควรใช้น้ำหอมหรือทาแป้งบริเวณรักแร้และเต้านม เนื่องจากจะทำให้รบกวนรังสีที่ใช้การตรวจ

การตรวจแมมโมแกรมนั้น จะได้ผลดีและชัดเจนเมื่อเนื้อเยื่อเต้านมมีความสมบูรณ์และเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนตามวัย ดังนั้น การตรวจแมมโมแกรมจึงเหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปเท่านั้น เนื่องจากผู้หญิงในวัยนี้จะมีเนื้อเยื่อเต้านมที่เหมาะสมกับการตรวจหาเชื้อมะเร็งที่สุด ซึ่งจะทำให้เห็นภาพได้ชัดเจน และเมื่อผู้หญิงมีอายุมากขึ้นก็จะยิ่งมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

 

เลือกตรวจมะเร็งเต้านมวิธีไหนดี

มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากในผู้หญิง และพบได้บ่อยในคนที่มีอายุอยู่ในวัยทองหรือหลังวัยทองไปแล้ว การตรวจเต้านมเป็นจุดเริ่มต้นของการมองหาก้อนเนื้อมะเร็ง เพื่อทำการวินิจฉัย และทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ การตรวจพบและรักษามะเร็งในระยะเริ่มแรกตั้งแต่ก้อนเนื้อร้ายมีขนาดเล็กและยิ่งเล็กมากเท่าไรก็จะยิ่งมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงกว่าค้นพบเมื่อตอนที่มะเร็งอยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ดังนั้นการหมั่นตรวจเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น และเพิ่มความมั่นใจด้วยการตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ ก็จะทำให้มีโอกาสพบมะเร็งในระยะเริ่มแรกได้เร็วขึ้น

เลือกตรวจมะเร็งเต้านมวิธีไหนดี

การตรวจด้วยตัวเอง

เป็นการตรวจเต้านมด้วยการคลำ ผู้หญิงทุกคนสามารถตรวจและคลำเต้านมของตัวเองได้ ถ้าหากไม่แน่ใจก็อาจจะให้แพทย์เป็นผู้คลำเต้านมเพื่อความมั่นใจและเพื่อผลการประเมินความผิดปกติที่ชัดเจนขึ้น  เช่น หากพบก้อนเนื้อที่เต้านมหรือต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้มีความผิดปกติ หรืออาจพบว่ามีจุดกดเจ็บที่เต้านม ซึ่งกรณีดังกล่าวแพทย์จะทำการตรวจทางรังสีเพิ่มเติมด้วยเครื่องแมมโมแกรมหรืออัลตราซาวด์เพื่อความชัดเจนของผลที่แน่นอน ซึ่งหลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าการตรวจรังสีด้วยเครื่องแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์นั้น มีความแตกต่างกันอย่างไร วันนี้เรามีคำอธิบายมาฝากกันค่ะ

เลือกตรวจมะเร็งเต้านมวิธีไหนดี

การตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรม (Mammogram)

การตรวจแมมโมแกรม เป็นการตรวจเต้านมโดยใช้รังสีที่คล้ายกับการเอกซเรย์ แต่เครื่องตรวจแมมโมแกรมนี้จะใช้รังสีน้อยกว่าเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป แต่จะมีความสามารถในการตรวจที่ละเอียดกว่ามาก ซึ่งโดยทั่วไปการตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม จะต้องบีบเนื้อเต้านมเข้าหากัน และถ่ายรูปจากด้านบนและด้านข้างอย่างละหนึ่งรูป โดยจะฉายรูปเต้านมด้านละ 2  รูป รวมแล้วการตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรมจะมีทั้งหมด 4 รูป แต่สิ่งที่แมมโมแกรมมีความสามารถไม่เหมือนใคร ก็คือ สามารถมองเห็นจุดหินปูนในเต้านม ซึ่งบางครั้งอาจมีขนาดเล็กมาก คลำไม่พบ แม้แต่การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ก็ไม่พบ จะสามารถตรวจพบได้เฉพาะในแมมโมแกรมเท่านั้น  ดังนั้น การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม จึงมีประโยชน์ในการตรวจหาก้อนมะเร็งเต้านมที่มีขนาดเล็กขั้นแรกเริ่มได้ดี

เลือกตรวจมะเร็งเต้านมวิธีไหนดี

การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ (Ultrasound)

การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ เป็นการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง เมื่อคลื่นเสียงกระทบกับเนื้อเยื่อต่างๆ จะสะท้อนกลับมาที่เครื่องตรวจ ซึ่งเราจะสามารถตรวจจับความแตกต่างของเนื้อเยื่อได้ นอกจากนี้ ยังสามารถบอกได้อีกว่าก้อนเนื้อที่พบในเต้านมนั้น มีองค์ประกอบเป็นน้ำ หรือเป็นก้อนเนื้อ ในกรณีที่เป็นน้ำ ก็ค่อนข้างจะสบายใจเพราะไม่เหมือนมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก้อนเนื้อ อัลตราซาวด์จะช่วยบอกว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นเนื้อร้ายหรือไม่

การจะเลือกตรวจด้วยวิธีไหนนั้น แพทย์ผู้รักษาจะพิจารณาจากอาการและสิ่งที่ตรวจพบจากการตรวจร่างกายเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนสำหรับการเลือกวิธีตรวจเต้านม แต่อย่างไรก็ตามขอแนะนำว่า ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ควรเข้ารับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม ปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจหาเชื้อมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

 

ระยะของมะเร็งเต้านม

ระยะของมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิง และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้ในปัจจุบันจะมีการรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนมากขึ้น รวมถึงการเชิญชวนให้มีการป้องกันดูแลเอาใจใส่ตัวเอง และตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งยังคงพบว่ามะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในบรรดามะเร็งที่พบในผู้หญิงทั่วโลก

การแบ่งระยะความรุนแรงของมะเร็ง

หลังจากที่มีการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วว่าเป็นมะเร็งเต้านม จะต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมความชัดเจนเพื่อประเมินว่ามีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปยังบริเวณอื่นภายในร่างกายหรือไม่ เพื่อประเมินระยะความรุนแรงของโรคและวางแผนในการรักษาต่อไป

ระยะ 0 (Carcinoma in situ) คือมะเร็งในระยะเริ่มแรก ซึ่งจะมีด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่

-  Ductal carcinoma in situ (DCIS) จะพบเซลล์ที่มีความผิดปกติในบริเวณเยื่อบุท่อน้ำนมซึ่งเป็นระยะที่ไม่เกิดการลุกลามของโรคแต่มีโอกาศที่จะกลายเป็นมะเร็งระยะลุกลามได้

-  Lobular carcinoma in situ (LCIS) เป็นภาวะที่พบความผิดปกติใน lobules ของเต้านม ซึ่งภาวะนี้นานๆ ไปจะกลายเป็นมะเร็งในระยะลุกลามได้ อย่างไรก็ตามใน lobar carcinoma in situ ในเต้านมเพียงข้างเดียวจะเพิ่มปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมได้ทั้งสองข้างด้วยเช่นกัน

ระยะ 1  

 -  ขนาดของก้อนเนื้อมะเร็งจะเล็กกว่าหรือเท่ากับ 2 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามเข้าไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่นๆ  นอกจากบริเวณเต้านม

ระยะ 2A  มี 3 รูปแบบ ได้แก่

-  ไม่พบก้อนที่เต้านม แต่พบเชื้อมะเร็งได้ที่ต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้

-  พบก้อนเนื้อที่มีขนาดเล็กกว่าหรือเท่ากับ 2 เซนติเมตร และมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณใต้รักแร้

-  ก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาด 2-5 เซนติเมตร แต่ไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรือบริเวณอื่นๆ

ระยะ 2B  มี 2 รูปแบบ ได้แก่

-  ก้อนมะเร็งมีขนาด 2-5 เซนติเมตร และมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใต้รักแร้

-  ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร แต่ไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและบริเวณอื่นๆ

ระยะ 3A  มี 4 รูปแบบ ได้แก่

-  ไม่พบก้อนที่เต้านม แต่มีเชื้อมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองอยู่บริเวณใกล้เคียงกับเต้านมและบริเวณรักแร้

-  พบเนื้องอกมีขนาดเล็กกว

♣♣................................................Natureshop.in.th คัดสรรสิ่งดีๆจากธรรมชาติมาให้คุณ.................................................♣♣

ระบบโดย OpenCart
Natureshop © 2018 | ภาษาไทยโดย Opencart2004