♧♧.....natureshop.....♧♧


แนะนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามอาการ

สมุนไพรสร้างเสริมสุขภาพ

รับจัดยาหม้อ สมุนไพรรักษามะเร็ง

เวชสำอางรักษาสิวฝ้ากระ

ผักอัดเม็ด
  

G-herb สมุนไพรรักษามะเร็ง : หมอสมหมาย ทองประเสริฐ

ยาปลูกผม-รักษาผมร่วงผมบาง-แก้ปัญหาหัวล้าน-เร่งผมยาว-นครหลวงการแพทย์

บทความสุขภาพน่าอ่าน

การชำระเงิน

หลักการต่างๆ ที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง

หลักการต่างๆ ที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง

การรักษาโรคมะเร็งนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายวงการแพทย์มากที่สุด เพราะเป็นโรคที่ได้ชื่อว่ารักษายากมาก อีกทั้งโรคมะเร็งยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยเป็นอันดับหนึ่งมากกว่าโรคหัวใจหรือการเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุนั่นเอง

หลักการรักษามะเร็งประกอบด้วย
- การผ่าตัด
- การฉายแสง
- การใช้ยาเคมีบำบัด

การผ่าตัดรักษาโรคมะเร็ง
การผ่าตัดเพื่อรักษาโรคมะเร็งเป็นการผ่าเพื่อเอาเนื้อมะเร็งร้ายออกจากร่างกายผู้ป่วย หลายคนคาดหวังว่าหลังจากผ่าตัดรักษาด้วยการนำเอาเนื้อร้ายออกไปแล้ว โรคมะเร็งจะหายขาด แต่การผ่าตัดเพื่อรักษาโรคมะเร็งในทางการแพทย์นั้นมีเป้าหมายด้วยกันหลายประการ อีกทั้งก่อนเข้ารับการผ่าตัดผู้ป่วยมะเร็งจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ถึงเป้าหมายในการผ่าตัดด้วย สำหรับผลลัพธ์หลังจากการผ่าตัดหลายคนอาจจะมีคำถามว่า โรคมะเร็งจะขาดหายไปได้หรือไม่ แท้จริงแล้ว หากเป็นมะเร็งในระยะเริ่มต้นใหม่ๆ ถ้าได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดโอกาสในการหายขาดย่อมมีสูง แต่หากเป็นมะเร็งที่มีอาการลุกลามบานปลายใหญ่โตแล้วและไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าแล้ว การรักษาโรคมะเร็งก็อาจจำเป็นต้องให้เคมีหรือฉายแสงเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งร้ายสำหรับส่วนที่ไม่ได้รับการผ่าตัดออกไปหมด

การรักษาโรคมะเร็งด้วยการฉายรังสี
ผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องรักษาด้วยการฉายรีงสี กระบวนการนี้แพทย์รังสีจะเป็นผู้วางแผนในการฉายรังสีให้แก่ผู้ป่วย สำหรับการใช้รังสี ระยะเวลารักษาและขนาดของรังสีที่ใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็งในแต่ละรายนั้นจะมีความแตกต่างกันไป ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง รวมถึงการตอบสนองและระยะของมะเร็งนั่นเอง อีกทั้งการฉายรังสีให้แก่ผู้ป่วยเพื่อรักษามะเร็งล้วนต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญค่อนข้างสูงเพื่อให้ผลลัพธ์ของการรักษาออกมาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเพื่อที่ผู้ป่วยจะได้รับผลข้างเคียงจากการฉายรังสีน้อยที่สุดด้วย สำหรับข้อดีในการรักษามะเร็งด้วยรังสีนั้นจะทำให้ผู้ป่วยไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ และไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียเลือดด้วย การรักษามะเร็งผ่านการฉายรังสีส่วนใหญ่แพทย์จะรักษาแบบผู้ป่วยนอก กล่าวคือผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเนื่องจากผลในทางด้านรังสีหลังจากทำการรักษาไปแล้วจะยังไม่เกิดขึ้นทันที แต่หลังจากได้รับการรักษาผ่านไปเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วจะเริ่มได้รับผลข้างเคียงหรือเกิดผลแทรกซ้อนต่างๆ เช่น มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วงและสภาพผิวหนังหมองคล้ำขึ้น เป็นต้น

การรักษาโรคมะเร็งด้วยเคมีบำบัด
หลายคนอาจจะมีข้อสงสัยว่าการรักษาด้วยเคมีบำบัดนั้นเป็นอย่างไร สำหรับเคมีบำบัดเป็นการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาเพื่อช่วยควบคุมหรือทำลายเซลล์มะเร็งร้าย ตัวยาจะออกฤทธิ์เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งไม่ให้ลุกลามพร้อมกับทำลายเซลล์มะเร็งให้ตายลง สำหรับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยหลังจากรักษาด้วยวิธีนี้ได้แก่ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ ผมร่วงแต่อาการจะมีมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ใช้รักษา และความแข็งแรงของสุขภาพร่างกายรวมถึงภาวะทางด้านจิตใจของผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยนั่นเองค่ะ 

ในการกระบวนการรักษาผู้ป่วยมะเร็งแพทย์จะสั่งใช้ยาชนิดใดนั้นขึ้นอยู่กับชนิดและตำแหน่งของโรคมะเร็งรวมถึงสุขภาพร่างกายของผู้ป่วย ปัจจุบันแพทย์มักเลือกใช้ยาพร้อมกันทีเดียวหลายชนิดซึ่งให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ยาเพียงชนิดเดียว สำหรับยารักษามะเร็งนั้นมีทั้งแบบชนิดน้ำ ชนิดเม็ดและชนิดฉีด ข้อดีคือยาสำหรับรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้นมักไม่ก่อให้มีความรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าการใช้ยารักษาโรคอื่นๆ

ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งด้วยเคมีบำบัด
หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับยาผ่านทางเคมีบำบัดแล้ว ผลข้างเคียงอาจสามารถเกิดขึ้นได้ทันทีกับผู้ป่วยบางราย แต่การบำบัดรักษาโรคมะเร็งตั้งแต่เป็นใหม่ๆ ย่อมได้ผลการรักษาที่ดีกว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งมานานหรือมีอาการหนักมากแล้ว สำหรับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นนั้นในโรคมะเร็งบางชนิดหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็ย่อมนำไปสู่อาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นรุนแรงตามมาได้ เช่น นำไปสู่การช็อกหมดสติซึ่งเกิดจากการติดเชื้อภายในกระแสเลือด และยังมีผลข้างเคียงซึ่งเป็นอาการสำคัญที่ผู้ป่วยควรต้องปรึกษาแพทย์ไปพร้อมกัน โดยพอสรุปให้ได้ทราบดังนี้ค่ะ
- มีอาการบวมในร่างกาย
- เกิดการติดเชื้อ
- มีอาการไอและมีเสมหะ
- มีผื่นขึ้นตามผิวหนังร่างกาย
- มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง
- ถ่ายปัสสาวะออกมาเป็นเลือด
- เกิดแผลภายในปากและคอ
- ผู้ป่วยมักมีอาการเหนื่อยหอบและแน่นหน้าอก
- เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง
- มีอาการท้องผูกหรือท้องเดินเกิดขึ้นรุนแรง
- ส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงหรืออาจเพิ่มขึ้นฮวบฮาบอย่างรวดเร็ว
- มีภาวะซึมๆ เกิดอาการชักหรืออาการเกร็งผิดปกติ
- ในบริเวณที่ได้รับยาอาจเกิดอาการปวดแสบร้อนและบวมแดง
- ผู้ป่วยอาจมีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส (101 องศาฟาเรนไฮต์)
- มีเลือดออกง่ายหรือเลือดออกไม่หยุดหรืออาจมีจุดเลือดออกตามบริเวณผิวหนัง

การรักษามะเร็งทั้ง 3 วิธีนี้ ยังไม่มีข้อสรุปที่ว่าจะสามารถรักษาให้หายขาดได้ทุกรายไป เนื่องจากบางรายหลังจากรักษาไปแล้วพบว่ามีอาการดีขึ้น แต่ผ่านไปไม่นานก็สามารถกลับมาเป็นมะเร็งได้ใหม่อีกครั้ง อีกทั้งการกลับมาเป็นใหม่คราวนี้กลับมีผลที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิมเพราะเซลล์มะเร็งจะแพร่กระจายลุกลามไปทั่วร่างกาย ต่อให้ทางการแพทย์นำเอายาเคมีบำบัดรุ่นใหม่มาใช้ทำการรักษาอย่างดีแค่ไหนหากก็ยังมิอาจไว้วางใจในผลของการรักษาได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากการรักษามะเร็งเหล่านี้มาพร้อมกันกับการทำลายระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยและไม่เพียงเป็นการทำลายเซลล์มะเร็งร้ายแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีผลกระทบไปทำลายเซลล์ปกติที่ไม่ได้ติดเชื้อร่วมไปด้วย อีกทั้งยังก่อให้เกิดพิษต่ออวัยวะภายในร่างกายสูงตามมาและส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพให้ยิ่งย่ำแย่หนักมากยิ่งขึ้นด้วย

การรักษาแบบเจาะจงเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy)
การรักษาแบบเจาะจงเซลล์มะเร็งหรือ targeted therapy เป็นวิธีการรักษาโดยให้ตัวยาออกฤทธิ์เจาะจงเฉพาะเซลล์มะเร็งนั้นๆ ซึ่งเป็นการให้ยาหรือสารเข้าไปยับยั้งกระบวนการส่งสัญญาณของระดับเซลล์ อันเป็นสาเหตุของการเจริญเติบโตและการแพร่ตัวของเซลล์มะเร็ง

โรคมะเร็งชนิดที่รักษาด้วย targeted therapy ในปัจจุบันแบ่งได้หลายชนิด ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งไต มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งศีรษะและลำคอและมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง

ประเภทของยาในกลุ่ม targeted therapy แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้
1. Monoclonal antibodies ส่วนมากจะออกฤทธิ์จับเป้าหมายที่อยู่ภายนอกเซลล์หรือบนผิวของเซลล์จากนั้นจึงทำลายเซลล์มะเร็งหรือเป็นการทำลายเพื่อไม่ให้เซลล์มะเร็งสามารถแพร่กระจายตัวรวมถึงไม่สามารถเจริญเติบโตได้ บางครั้งยังได้มีการนำเอาสารกัมมันตภาพรังสีมาผูกติดกับ monoclonal antibodies เพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดการทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ตัวยาที่ชื่น monoclonal antibodies มักเป็นยาชนิดในรูปแบบของยาฉีด

2. Small molecules เป็นยาชนิดที่มีโมเลกุลขนาดเล็กและสามารถซึมผ่านเข้าไปยังเยื่อหุ้มเซลล์ได้ จึงสามารถจับกับเป้าหมายที่อยู่ในเซลล์และบนผิวของเซลล์ได้ดี และส่วนใหญ่แล้วยาประเภท Small molecules นี้ก็จัดอยู่ในประเภทของยารับประทานด้วย แต่กลไกในการออกฤทธิ์ของยาจะมีความแตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับกระบวนการเจริญเติบโตของเซลล์โรคมะเร็งชนิดนั้นๆ

เป้าหมายการรักษาโรคมะเร็งแบบ targeted therapy
การรักษาโรคมะเร็งแบบ targeted therapy ไม่ว่าแพทย์จะให้การรักษาโรคแบบเดี่ยวหรือแบบร่วมกันกับเคมีบำบัดหรือฉายรังสีรักษาก็ตาม เป้าหมายในการรักษาก็จะขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรคดังนี้
- เป็นการรักษาโรคมะเร็งเพื่อให้หายขาด
- เป็นการยับยั้งการเจริญเติยโตของเซลล์มะเร็ง
- ช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ที่อาจมีสาเหตุมาจากการเป็นโรคมะเร็ง
- เป็นการทำลายเซลล์มะเร็งที่สามารถแบ่งตัวลุกลามไปสู่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายได้

แนวทางการรักษาโรคมะเร็งแบบ targeted therapy
เนื่องจากการรักษามะเร็งแบบ targeted therapy สำหรับโรคมะเร็งบางชนิดนั้น ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีตัวรองรับหรือเป็นเป้าหมายสำหรับการตอบสนองต่อยา โดยก่อนเข้ารับการรักษานั้นแพทย์ผู้ตรวจจะทำการตรวจผู้ป่วยอย่างละเอียดก่อนว่ามียีนส์หรือตัวรองรับที่สามารถรักษาแบบ targeted therapy ได้หรือไม่อย่างไร

ระยะเวลาในการรักษามะเร็ง
สำหรับระยะเวลาในรักษารวมถึงความถี่ของการรักษาแบบ targeted therapy นั้นจะขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งร่วมด้วย พร้อมกับเป้าหมายของการรักษา ยาที่ใช้รักษาและการตอบสนองต่อยาในอาการผู้ป่วย โดยแพทย์จะพิจารณาเกี่ยวกับแผนการรักษาที่มีความเหมาะสมกับผู้ป่วยในแต่ละราย

ผลข้างเคียงกับการรักษาแบบ targeted therapy
การรักษาโรคมะเร็งแบบ targeted therapy มีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยน้อยกว่าการรักษาด้วยเคมีบำบัด หากก็ยังพบว่ายังมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน แต่จะมีความแตกต่างกันไปตามชนิดและขนาด targeted therapy ส่วนใหญ่แล้วผลข้างเคียงที่มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วย ได้แก่

- มีผลต่อหัวใจ
- มีผลต่อตับและไต
- เกิดความดันโลหิตสูง
- ผู้ป่วยอาจมีอาการท้องเสีย
- มีอาการทางผิวหนัง เช่น ผื่นขึ้นหรือผิวหนังมีการอักเสบ
ดังนั้น หลังจากผู้ป่วยรับการรักษาแบบ targeted therapy แล้วก็ควรสอบถามแพทย์ถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นโดยละเอียด เพื่อจะได้เตรียมตัวรับมืออาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที

การติดตามผลหลังจากรักษามะเร็ง : ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคมะเร็งไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ควรเข้าพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อตามติดผลการรักษา รวมถึงการตอบสนองที่มีต่อยาอีกทั้งแพทย์จะได้ทราบความปลอดภัยที่มีต่อผู้ป่วยจากการใช้ยาภายหลังจากนั้นด้วย

 

น่ารู้! รักษาโรคมะเร็งควบคู่กับการใช้ยาสมุนไพรได้หรือไม่
หลายคนคงทราบกันดีแล้วว่าการรักษาโรคมะเร็งในทางการแพทย์ปัจจุบันนั้นจะมีทั้งการผ่าตัด การฉายแสงรังสีและการทำเคมีบำบัดให้ผู้ป่วย และยาเคมีบำบัดในส่วนหนึ่งนั้นมักมีสารประกอบสำคัญที่ได้จากสมุนไพรเช่นเดียวกัน เช่น ยา vincristine หรือ vinblastine ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อรักษาโรคมะเร็งได้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะกับมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองซึ่งเป็นยาที่มีสารตั้งต้นจากพืชสมุนไพรที่มีชื่อว่า ‘ต้นพังพวย’ (Catharanthusroseus) เป็นต้น

แต่กว่าที่จะได้นำเอาสมุนไพรแต่ละชนิดมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญเพื่อการรักษาทางเคมีบำบัดให้ผู้ป่วยได้นั้น ล้วนต้องผ่านการศึกษาวิจัยตามขั้นตอนทั้งในระดับหลอดทดลอง ในสัตว์ทดลองและกระทั่งผ่านกลุ่มคนทดลอง เพื่อให้สามารถทราบผลของการออกฤทธิ์อย่างแน่ชัด รวมถึงได้ทราบถึงวิธีการใช้และข้อบ่งชี้ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

สำหรับสมุนไพรที่วางจำหน่ายเพื่อนำมาใช้กันในท้องตลาดนั้นอาจเป็นสมุนไพรแบบเดี่ยวหรือสมุนไพรหลายชนิดที่บรรจุขึ้นพร้อมกันในตำรับยาและมีส่วนประกอบทางเคมีของสารหลายชนิดแต่ไม่สามารถชี้แจงได้ว่าสารชนิดใดที่ให้ผลการรักษาต่อโรคมะเร็งได้โดยตรง นอกจากนี้ ยังไม่สามารถควบคุมระดับความเข้มข้นของตัวยาได้ ทำให้เราไม่สามารถทราบประสิทธิภาพหรือพิษที่ได้รับอย่างชัดเจนจากสมุนไพรที่นำเอามาใช้ รวมถึงการใช้สมุนไพรในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอยู่มากสำหรับการนำมารักษาโรคมะเร็งและอาจพบข้อเสียตามมาได้ เช่น

1. การใช้สมุนไพรซึ่งไม่อาจทราบได้ถึงขนาดของยาและสารออกฤทธิ์ ทั้งนี้ อาจทำให้ผู้ใช้ได้รับสารพิษปะปนมา ส่งผลให้อวัยวะสำคัญภายในอย่างตับ ไตและหัวใจเกิดสภาวะเสื่อมลงได้
2. หากมุ่งหน้ารักษาโรคมะเร็งด้วยการใช้สมุนไพรแต่เดียงอย่างเดียว โดยไม่ได้รับการรักษากับทางแพทย์แผนปัจจุบันร่วมันก็ทำให้โรคมะเร็งลุกลามเป็นหนักมากขึ้นได้ และส่งผลให้โอกาสในการรักษาโรคให้หายขาดมีน้อยลงไปด้วย
3. การใช้สมุนไพรรักษาอาจส่งผลต่อการรักษาโรคกับทางแพทย์แผนปัจจุบันได้ โดยมันอาจจะเข้าไปเพิ่มฤทธิ์ของยาแผนปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดเม็ดเลือดต่ำลงและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น มีเลือดออกง่ายและมีผลข้างเคียงที่ได้รับจากยามากยิ่งขึ้นจนกลายเป็นอันตรายต่อชีวิตผู้ป่วยตามมาได้

เพราะฉะนั้น การรักษาโรคมะเร็งด้วยการใช้สมุนไพรบำบัดร่วมด้วย หากผู้ป่วยต้องการรักษาจริงๆ แนะนำให้แจ้งแพทย์ให้ทราบพร้อมกันด้วย เพื่อจะได้รับคำแนะนำจากทางแพทย์พร้อมกัน พร้อมกันนี้ ควรหมั่นจดบันทึกเกี่ยวกับข้อมูลในการใช้สมุนไพรร่วมด้วยอย่างละเอียด ไม่ว่าจะได้รับการรักษาผ่านทางเคมีบำบัดชนิดทานซึ่งผสมมาในสมุนไพรหรือได้รับยาที่มีส่วนผสมจากสมุนไพรใดอื่นก็ตาม

หลักการต่างๆ ที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง

หลักการต่างๆ ที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง

หลักการต่างๆ ที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง

หลักการต่างๆ ที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง

หลักการต่างๆ ที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง

หลักการต่างๆ ที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง

หลักการต่างๆ ที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง

หลักการต่างๆ ที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง

หลักการต่างๆ ที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง

♣♣................................................Natureshop.in.th คัดสรรสิ่งดีๆจากธรรมชาติมาให้คุณ.................................................♣♣

ระบบโดย OpenCart
Natureshop © 2018 | ภาษาไทยโดย Opencart2004